Wednesday, June 10, 2009

Jeff Cooper's Rules of Gun Safety








Jeff Cooper's Rules of Gun Safety

John Dean Cooper หรือที่เพื่อนๆเรียกเขาว่า “Jeff” Cooper ชาวอเมริกันมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1920 ถึง 2006 Jeff Cooper ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการยิงปืนสั้นสมัยใหม่ เขาเคยเป็นนาวิกโยธินร่วมสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลี

นาย Cooper เป็นผู้ก่อตั้ง American Pistol Institute (API) ในปี ค.ศ. 1976 ที่รัฐอริโซน่า และเป็นครูฝึกสอนยิงปืนให้กับประชาชน ตำรวจและทหารอยู่หลายปี (เขาสอนทั้งปืนสั้น ปืนลูกซองและปืนยาว Rifle) ระบบการยิงปืนสั้นสมัยใหม่ที่เขาเผยแพร่ อาทิเช่น เขาแนะนำให้ใช้กระสุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่ใช้กับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ การถือปืนสั้นยิงด้วยสองมือ (ก่อนหน้านี้นิยมถือปืนสั้นยิงด้วยมือเดียว) แนะนำให้ใช้ท่ายืน Weaver เป็นหลัก เขายังได้ออกแบบกระสุนและปืน Rifle บางรุ่น และแต่งหนังสือเกี่ยวกับอาวุธปืนไว้หลายเล่ม

นอกจากนั้นยังเป็นผู้แนะนำ 5 รูปแบบสำหรับการเตรียมความพร้อมของปืนในการใช้งาน คือ

- Condition Zero คือ มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงหนึ่งนัด, ใส่ซองกระสุนบรรจุเต็มที่ปืน, ง้างนกสับ, ไม่ใส่ safety (ปืนสามารถยิงได้ทันที)

- Condition One คือ มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงหนึ่งนัด, ใส่ซองกระสุนบรรจุเต็มที่ปืน, ง้างนกสับ, ใส่ safety ไว้ (เมื่อจะยิงต้องปลด Safety ของปืนก่อน)

- Condition Two คือ มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงหนึ่งนัด, ใส่ซองกระสุนบรรจุเต็มที่ปืน, ไม่ง้างนกสับ (เมื่อจะยิงต้องง้างนกสับก่อน)

- Condition Three คือ ไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิง, ใส่ซองกระสุนบรรจุเต็มที่ปืน, ไม่ง้างนกสับ (เมื่อจะยิงต้องกระชากสไลด์ถ่อยหลังหนึ่งครั้งเพื่อป้อนกระสุนนัดแรกเข้ารังเพลิงและง้างนกสับก่อน)

- Condition Four คือ ไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิง, ไม่ใส่ซองกระสุนที่ปืน, ไม่ง้างนกสับ (เมื่อจะยิงต้องใส่ซองกระสุนก่อนแล้วกระชากสไลด์ถ่อยหลังหนึ่งครั้งเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงนัดแรกและง้างนกสับ)

เขาได้ออกกฎเหล็กพื้นฐาน 4 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาวุธปืน ดังนี้

1. ให้คิดว่าปืนทุกกระบอกมีกระสุนบรรจุอยู่พร้อมยิง (All guns are always loaded) กล่าวคือ ทุกครั้งที่จับปืนให้ถือเสมือนว่าปืนกระบอกนั้นมีกระสุนบรรจุอยู่พร้อมที่จะยิงได้ ถึงแม้ว่าเราจะมั่นใจว่าปืนกระบอกนั้นไม่มีกระสุนบรรจุอยู่ก็ตาม

2. ห้ามหันปากกระบอกปืนไปหาสิ่งที่ไม่ตั้งใจจะยิง (Never let the muzzle cover anything you are not willing to destroy) กล่าวคือ เมื่อกำลังถือปืนอยู่ห้ามหันปากกระบอกปืนไปหาสิ่งที่คุณไม่ต้องการจะยิงโดยเฉพาะ “คน”

3. ห้ามเอานิ้วเข้าโกรงไกจนกว่าแนวปืนจะเข้าสู้เป้าหมายที่จะยิง (Keep your finger off the trigger until your sights are on the target) กล่าวคือ ขณะถือปืนต้องเอานิ้วที่จะใช้เหนี่ยวไก (มักเป็นนิ้วชี้) เหยียดยาวชิดโครงปืนอยู่นอกโกรงไกเสมอ จนกว่าปืนจะได้ถูกเล็งและเป้าหมายเข้าสู่แนวยิงแล้วจึงค่อยเอานิ้วเข้าโกรงไกเพื่อทำการยิง

4. แน่ใจในเป้าหมายที่จะยิง (Be sure of your target) กล่าวคือ คุณต้องรู้ว่าเป้าหมายที่จะยิงเป็นอะไร รู้ว่าเป้าหมายเข้าสู่แนวยิงแล้ว รู้ว่าอะไรอยู่หลังเป้าหมายที่จะยิง (กระสุนอาจพลาดหรือทะลุผ่านเป้าหมายไปถูกสิ่งที่อยู่ด้านหลังได้) รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ (ไม่ทานอาหารหรือดื่มของมึนเมาก่อนและระหว่างยิงปืนซึ่งอาจทำให้สติลดน้อยลง)

ได้มีการเพิ่มเติมไปอีกหลายข้อตามแต่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แต่กฎเหล็กทั้ง 4 ข้อนี้ก็ยังถือว่าเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานที่ผู้ใช้อาวุธปืนทุกคนต้องปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

การใช้อาวุธปืนเราต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ปลอดภัยต่อทั้งตนเองและคนรอบข้าง ให้คิดเสมอว่าปืนทุกกระบอกมีกระสุนบรรจุอยู่ เพราะบางครั้งเราเอากระสุนออกจากปืนแล้ว แต่อาจมีคนอื่นหรือเราเองลืมไปว่าได้บรรจุกระสุนกลับเข้าไปแล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่จับปืนต้อง “ตรวจปืน” เสมอว่ามีกระสุนบรรจุอยู่หรือไม่และปฏิบัติเสมือนปืนมีกระสุนบรรจุอยู่ ให้ฝึกตรวจปืนบ่อยๆจนเป็นนิสัยทุกครั้งที่จับปืนหรือได้รับปืนจากคนอื่นให้ทำการตรวจปืนทุกครั้ง

ห้ามเอานิ้วเข้าโกรงไกปืนจนกว่าจะทำการยิง คนส่วนใหญ่ใช้นิ้วชี้ในการเหนี่ยวไกดังนั้นเมื่อกำด้ามปืนนิ้วชี้ต้องเหยียดยาวชิดโครงปืนเสมอ ถ้าเราไม่เอานิ้วเข้าโกรงไกไปสัมผัสกับไกปืนโอกาสที่ปืนลั่นโดยไม่ตั้งใจก็จะไม่มี และเมื่อทำการยิงเสร็จต้องเอานิ้วออกนอกโกรงไกทันที

ห้ามหันปากกระบอกปืนไปหาสิ่งที่ไม่ต้องการจะยิงโดยเฉพาะ “คน” ถึงแม้ว่าจะได้ทำการตรวจปืนแล้วและแน่ใจว่าปืนไม่มีกระสุนอยู่ เพราะคนที่ถูกปืนเล็งมาอาจรู้สึกหวาดเสียวได้และเขาก็อาจไม่แน่ใจว่าคุณได้ตรวจปืนดีแล้วจริงหรือ ถ้าคุณไม่เล็งปืนไปหาคนที่ไม่ได้ต้องการจะยิงก็ไม่มีทางที่ปืนจะลั่นไปถูกคนนั้นได้ อย่างมากก็ลั่นไปถูกสิ่งของทั่วไปความเสียหายก็ไม่มากนัก ดังนั้นเมื่อถือปืนห้ามหันปากกระบอกปืนไปหาคนรอบข้างอย่างเด็ดขาด และปากกระบอกปืนควรชี้ไปในทิศทางที่ปลอดภัยเสมอ เช่น ชี้ลงดิน หรือชี้ไปทางแนวกั้นกระสุนหรือ Backstop ของสนามยิงปืน ในบางกรณี เช่น การสอนยิงปืนอาจจำเป็นต้องหันปากกระบอกปืนไปทางคนก็ควรต้องตรวจปืนให้บุคคลนั้นดูก่อนหรือให้คนนั้นช่วยตรวจปืนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปืนปลอดภัย

โดยหลักการแล้วมีเพียงเป้าหมายของเราเท่านั้นที่ควรจะต้องถูกยิง ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าเป้าหมายที่จะยิงเป็นอะไร เป็นเป้ากระดาษ หรือเป็นคนร้าย และต้องรู้ว่าด้านหลังของเป้าหมายเป็นอะไร มีความปลอดภัยที่จะยิงหรือไม่ เช่น ถึงแม้เป้าหมายจะเป็นคนร้ายแต่ถ้าด้านหลังคนร้ายมีผู้บริสุทธิ์อีกหลายคน หากเรายิงพลาดหรือกระสุนทะลุคนร้ายอาจพลาดไปถูกคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องได้ก็ไม่ควรยิง

จะเห็นได้ว่าความปลอดภัยในการใช้อาวุธปืนขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือปืนเป็นหลัก ซึ่งต้องมี “สติและจิตสำนึก” ในการใช้อาวุธปืนให้ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

TAS สอนยิงปืนโดยพื้นฐานของการใช้อาวุธปืนอย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของครูฝึกอย่างใกล้ชิดตลอดการฝึกอบรม

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือพิมพ์ The Daily Courier, Wikipedia

Tuesday, June 9, 2009

Other Eyes











Other Eyes

เป็นที่ยอมรับว่าการยิงปืนระบบต่อสู้ควรเปิดตาทั้งสองข้าง แต่เล็งด้วยตาข้างถนัดหรือตาข้างเดียวกับมือหลักที่ถือปืน เพราะถ้าหลับตาไปหนึ่งข้างเพื่อเล็งจะทำให้สูญเสียมุมมองของตาข้างนั้นไป หากมีภัยคุกคามปรากฏขึ้นจากด้านตาข้างที่หลับอยู่จะทำให้เราไม่เห็นและอาจตกอยู่ในอันตรายได้

การเปิดตาทั้งสองข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากเราเห็นสิ่งผิดปกติเคลื่อนไหวอยู่บริเวณขอบมุมมองไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง เราสามารถหันไปดูให้ชัดเพื่อแยกแยะว่าสิ่งนั้นเป็นภัยคุกคามหรือไม่ เพื่อตัดสินใจในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปได้ ไม่ควรยิงด้วยสัญชาติญาณโดยยังไม่แยกแยะเป้าหมายก่อนว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่ แต่ควรใช้สัญชาติญาณในแง่ “สายตาของนักล่า (Hunter’s eye)” ซึ่งมีความฉับไวในการจับการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆและแยกแยะเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

ในบางสถานการณ์อาจจำเป็นต้องเล็งด้วยตาข้างไม่ถนัดหรือถือปืนด้วยมือข้างไม่ถนัด ซึ่งเราจำเป็นต้องทำการยิงได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การยิงหลังที่กำบังถ้าเราถนัดขวาแต่ต้องเอียงตัวออกไปด้านซ้ายเพื่อทำการยิง หากเล็งด้วยตาขวาเราจำเป็นต้องโผล่ศีรษะและลำตัวออกไปมากกว่าการเล็งด้วยตาซ้าย ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนมาเล็งด้วยตาซ้ายและ/หรือเปลี่ยนมาถือปืนด้วยมือซ้าย เราก็ไม่จำเป็นต้องโผล่ออกจากที่กำบังมากนักก็สามารถทำการยิงได้

นอกจากนั้นหากแขนหรือมือข้างถนัดได้รับบาดเจ็บหรือไม่สามารถถือปืนได้ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม เราก็ยังสามารถทำการยิงด้วยมือข้างไม่ถนัดได้ ซึ่งการยิงลักษณะนี้ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะบางคนตาข้างถนัดเป็นคนละข้างกับมือข้างถนัดก็ต้องยิงในลักษณะนี้เช่นกัน

เราควรต้องฝึกฝนการยิงที่ใช้ตาข้างไม่ถนัดในการเล็งหรือการยิงจากมือข้างไม่ถนัดก่อนที่จะมีเหตุจำเป็นต้องใช้ทักษะนี้ในสถานการณ์จริง

เมื่ออยู่ในสนามฝึกควรต้องฝึกยิงดังนี้ “มือข้างถนัด-ตาข้างถนัด, มือข้างถนัด-ตาข้างไม่ถนัด, มือข้างไม่ถนัด-ตาข้างถนัด, มือข้างไม่ถนัด-ตาข้างไม่ถนัด” โดยการฝึกยิงทั้งหมดต้องเปิดตาทั้งสองข้างแต่เล็งด้วยตาเพียงข้างเดียว

การฝึกยิงปืนสำหรับผู้เริ่มต้นอาจมีอุปสรรคบ้างในการเล็งปืนโดยเปิดตาทั้งสองข้าง บางครั้งอาจให้เริ่มจากหลับตาหนึ่งข้างก่อน เมื่อทำการยิงได้แล้วจึงเริ่มให้เปิดตาทั้งสองข้างแต่เล็งด้วยตาเพียงข้างเดียว

นอกจากนั้นมีการยิงปืนบางรูปแบบและบางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้การเล็งปืนด้วยตาข้างไม่ถนัด ดังนั้นการฝึกยิงด้วยการเล็งจากตาข้างถนัดและข้างไม่ถนัดหรือการถือปืนยิงจากทั้งมือขวาและมือซ้ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้การยิงลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ไม่ใช่ว่านักยิงปืนทุกคนจะทำได้ต้องมีการฝึกฝน ควรต้องเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ก่อนที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ และถ้าเราฝึกฝนแล้วแต่ก็ทำไม่ได้อย่างน้อยเราก็รู้ข้อจำกัดของตัวเอง

ในสถานการณ์จริงนอกจากเราต้องประเมินสถานการณ์ภายนอกแล้ว ยังต้องประเมินขีดความสามารถของตัวเราเองด้วย และเลือกใช้ทักษะที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติออกมาได้อย่างปลอดภัย

TAS สอนการฝึกยิงปืนทั้งจากมือข้างถนัดและมือข้างไม่ถนัด อีกทั้งให้เปิดตาทั้งสองข้างขณะยิง ผู้รับการฝึกสามารถนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปฝึกฝนเพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองต่อไปได้

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Other Eyes ของ Clint Smith

Wednesday, June 3, 2009

Handgun Training Basics








Handgun Training Basics

นาย Walt Rauch ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการฝึกยิงปืนเพื่อใช้ในสถานการณ์จริงไว้อย่างน่าสนใจ อย่างแรกก็ต้องเลือกปืนที่จะใช้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติหรือปืนลูกโม่ต้องมีการทำงานที่เชื้อถือได้ไม่ติดขัดง่ายและสามารถบรรจุกระสุนได้อย่างน้อย 5 นัด

สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัตินั้นในช่วง 25 ปีมานี้ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ปืนลูกโม่ก็เหมาะสมที่สุดกับนิยามที่ว่า “เรียบง่ายดีที่สุด” ยิ่งคุณต้องจำน้อยเท่าไรเกี่ยวกับการทำงานของปืน ก็ยิ่งดีในการใช้งานในสถานการณ์จริง

ต่อมาก็เลือกขนาดของกระสุน ยิ่งกระสุนขนาดใหญ่และมีพลังมากเท่าไรก็ยิ่งดี เช่นกระสุน +P ดีกว่าไม่มี +P และควรเป็นกระสุนชนวนกลาง (Centerfire cartridge) ส่วนกระสุนชนวนริม เช่น กระสุน .22 ชนวนริม (Rimfire round) ไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากความไม่แน่นอนของกระสุนเมื่อยิงจากปืนพก

เมื่อเลือกปืนและกระสุนได้แล้วต่อไปก็ฝึกฝนจนสามารถใช้ปืนได้อย่างคล่องแคล้วเป็นธรรมชาติจนแทบไม่ต้องคิด สุดท้ายคุณควรจะต้องฝึกจนสามารถส่งกระสุนหนึ่งหรือสองนัดเข้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำในระยะสิบฟุต

จะดียิ่งขึ้นถ้าคุณสามารถยิงได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ยิงได้ในท่าต่างๆ ยิงได้ในทุกสภาพแสงและไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ มันจะเป็นประโยชน์มากถ้าฝึกการยิงด้วยนิ้วอื่นๆนอกจากนิ้วชี้ และยิงภายใต้การกำด้ามปืนทั้งที่ดีและไม่ดี เพราะคุณต้องสามารถหยิบปืนและยิงได้ทันที

ระยะยิงสิบฟุตไม่ได้ไกลเลยแต่ก็มักยิงพลาดกันบ่อยๆแม้แต่เป็นนักยิงปืนแข่งขันที่ชำนาญก็ตาม เริ่มการฝึกด้วยการยิงในระยะที่ใกล้กว่านี้ก่อน เมื่อยิงได้คล่องแล้วจึงค่อยๆถ่อยห่างออกจากเป้า

สนามยิงปืนส่วนใหญ่เมื่อคุณทำการยิงระยะใกล้มากเช่นนี้โดยเฉพาะเมื่อคุณยืนอยู่ที่แนวยิงห่างจากเครื่องกั้นด้านหลังสนามยิงปืน (Backstop) แนวกระสุนอาจพุ่งพ้นแนวกั้นได้ การยิงระยะใกล้มากหรือระยะประชิดควรยิงด้วยมือเดียวโดยถือปืนใกล้กับลำตัว ไม่ต้องรีบร้อนที่จะยิงและต้องแน่ใจว่าไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายอยู่ขวางแนวปากกระบอกปืน ถ้าจะให้ดีก็ควรมีอีกคนอยู่ข้างๆคอยดูและแก้ไขข้อผิดพลาด

อีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยในการยิงปืนได้ก็คือการใช้ปืนอัดลม (Airsoft gun) สามารถฝึกบ่อยได้เท่าที่ต้องการเพื่อให้ใช้ปืนได้อย่างคล่องจนแทบไม่ต้องคิด แต่ก็ต้องฝึกในสถานที่ๆเหมาะสมด้วย เช่น ถ้าไปฝึกยิงในสถานที่สาธารณะคุณก็อาจถูกใครบางคนยิงด้วยปืนจริงได้ (เพราะปืนอัดลมสมัยนี้มีความเหมือนกับปืนจริงมากจึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้)

โดยสรุปคุณต้องฝึกยิงปืนได้อย่างคล่องจนแทบไม่ต้องคิดและควรต้องยิงได้ดีแม้ในระยะสิบฟุตโดยไม่ขึ้นกับท่าทางของคุณและยิงได้ไม่ว่าใช้มือข้างใดยิง แค่ทักษะเหล่านี้ก็ครอบคลุมเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของภัยคุกคามในสถานการณ์จริงแล้ว

สำหรับการเลือกใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติหรือปืนลูกโม่ ถ้าคิดว่าจะมีปืนกระบอกเดียวและใช้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน การใช้ปืนลูกโม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีเพราะใช้งานง่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีความปลอดภัยสูง มีเหตุติดขัดในขณะใช้งานน้อยหรือถ้ามีก็แก้ไขได้ง่าย จำนวนกระสุนห้าหรือหกนัดถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งาน

แต่ถ้าใครมีปืนกึ่งอัตโนมัติก็ไม่จำเป็นต้องขายทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็นปืนลูกโม่ เพราะปืนกึ่งอัตโนมัติก็มีข้อดีหลายประการเพียงแต่ต้องเรียนรู้มากกว่าปืนลูกโม่ ทั้งในแง่การแก้ไขเหตุติดขัด เทคนิคการเปลี่ยนซองกระสุนเพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของปืนกึ่งอัตโนมัติได้สูงสุด (จุดเด่นที่สุดของปืนกึ่งอัตโนมัติคือ จำนวนกระสุนที่บรรจุได้มากกว่าปืนลูกโม่ ยิ่งสามารถเปลี่ยนซองกระสุนได้อย่างคล่องแคล้วโดยเฉพาะ Tactical reload แล้ว จะเป็นการใช้ศักยภาพในด้านนี้ได้อย่างเต็มที่)

ในการฝึกยิงปืนระบบต่อสู้จะเป็นการยิงระยะใกล้เป็นส่วนใหญ่มักไม่เกินสิบฟุต ใช้เป้าหุ่นคน เป้าแผ่นเหล็ก เป้าล้มลุก และใช้การยิงด้วยสัญชาติญาณเป็นหลัก มีทั้งการยืนยิงอยู่กับที่ การเคลื่อนที่ยิงหรือยิงเป้าที่เคลื่อนที่ และการยิงอีกหลายลักษณะ เพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถของผู้รับการฝึกเป็นลำดับไป

การฝึกยิงปืนระยะใกล้นั้นควรนำเป้าไปวางใกล้ Backstop เพื่อลดโอกาสที่กระสุนจะหลุดออกจากแนวกั้น แต่ผู้ฝึกก็ต้องลงไปยืนยิงในสนามซึ่งสนามยิงปืนส่วนใหญ่ไม่ยินยอมให้ทำเช่นนี้ การฝึกยิงระยะใกล้โดยนำเป้ามาวางห่างจาก Backstop มีโอกาสที่กระสุนจะหลุดออกจากแนวกั้นได้แม้จะมีแนวกั้นขวางสนามอยู่ด้านบนก็ตาม

TAS สอนยิงปืนในระยะใกล้โดยนำเป้าไปวางใกล้ Backstop เพื่อความปลอดภัยในการฝึก (เราขอใช้สนามยิงปืนโดยไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้ามาใช้ร่วมกันในวันฝึก) ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมกับ TAS มาแล้วสามารถมาทบทวนการยิงปืนได้ทุกครั้งที่มีการฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเราตระหนักว่าโอกาสที่จะฝึกยิงปืนระบบต่อสู้เช่นนี้โดยผู้รับการฝึกสามารถเข้าไปยิงปืนในสนามใกล้ Backstop เพื่อความปลอดภัยมีไม่มากนัก

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Handgun Training Basics ของ Walt Rauch

Newcastle limousines