Thursday, February 17, 2011

Important Movement in Shooting

Important Movement in Shooting



นาย Clint Smith ได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ที่เหมาะสมขณะใช้อาวุธปืน


เขาได้มีโอกาสเห็นการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งหนึ่งในสนามยิงปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการเคลื่อนที่ออกมาจากที่กำบังเพื่อบรรจุกระสุน หรือเคลื่อนที่เข้ามาคุ้มกันเพื่อนซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าบรรจุกระสุนใหม่ (Reload) ในสถานการณ์จริงพวกเขาคงเป็นเป้าหมายขนาดใหญ่ให้คนร้ายเลือกยิงได้อย่างสบาย


หากคุณมีที่กำบังหรือที่หลบซ่อนที่ดีอยู่แล้วก็จงใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ ยกเว้นว่าเรากำลังหาที่กำบังที่ดีกว่าและต้องการเคลื่อนที่ไปที่นั้น การยิงคุ้มกันหรือบรรจุกระสุนนั้นสามารถทำหลังที่กำบังได้ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเราออกไปรับความเสี่ยงด้วย


การเคลื่อนที่ไปด้านข้างเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ ก้าวยาว เหมาะสำหรับการเคลื่อนที่ในพื้นที่กว้างๆ เช่น ลานจอดรถ กับ ก้าวสั้น ใช้ในการเคลื่อนที่ในพื้นที่จำกัด เท้าแรกที่ก้าวออกไปด้านข้างให้ได้ระยะที่ต้องการ (เป็นเท้าข้างที่อยู่ใกล้กับทิศทางที่เราจะก้าวไป เช่น เคลื่อนที่ไปด้านขวาก็ก้าวเท้าขวาก่อน เป็นต้น) ส่วนเท้าที่ก้าวตามหลังให้ได้ระยะซึ่งทำให้ท่ายืนยังมีความมั่นคง หลีกเลี่ยงการไขว้ขาหรือเท้าทั้งสองข้างเข้ามาชิดกันเกินไปทำให้ขาดความมั่นคง


การเคลื่อนที่ไปข้างหน้านั้นให้เดินไปตามปกติแต่ด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการย่อตัวต่ำมากๆ เพราะในขณะที่ตื่นเต้นอาจมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ต้นขา ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวทำได้ไม่ดีนัก


การเคลื่อนที่ถอยหลังเป็นสิ่งที่สำคัญและใช้มาก เพราะเป็นการสร้างระยะห่างมากขึ้นระหว่างตัวเรากับภัยคุกคาม ทำให้มีเวลาคิดและตัดสินใจตอบสนองต่อสถานการณ์ได้มากขึ้น เวลาถอยหลังหลีกเลี่ยงการหันหลังให้กับภัยคุกคามถึงแม้ว่าคุณจะอยู่ห่างจากคนร้ายก็ตาม เพราะในขณะที่หันหลังให้นั้นคุณจะสูญเสียความสามารถในการใช้อาวุธต่อภัยคุกคามและมองไม่เห็นภัยคุกคามด้วย ในหลายกรณีการใช้อาวุธปืนเริ่มเมื่อฝ่ายหนึ่งหันหลังให้ มีลูกศิษย์ของเขาหลายคนกลับมาบอกว่า ทักษะนี้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้หลายครั้ง


การเคลื่อนที่ยิง (Shooting on the move) ให้ยิงทันทีที่สายตาเราจับเป้าหมายได้ ไม่จำเป็นจะต้องยิงเฉพาะเวลาที่เท้าสัมผัสหรือไม่สัมผัสพื้น ฝึกให้เหมือนกับว่าครึ่งบนของร่างกายเป็นป้อมปืนซึ่งคอยสอดสายหาและทำลายเป้าหมาย ส่วนครึ่งล่างของร่างกายคล้ายกับรถถังที่สามรถเคลื่อนที่ไปได้ทุกสภาพถนน เป็นทักษะหนึ่งซึ่งต้องการการฝึกฝนอย่างมากเพื่อให้สามารถทำได้ดี


การฝึกเคลื่อนที่เช่นนี้อาจทำไม่ได้ในสนามยิงปืนส่วนใหญ่ซึ่งไม่อนุญาตให้ลงไปในสนามได้ ดังนั้นการฝึกที่บ้านด้วยปืนปลอมจึงเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน


การเคลื่อนที่ (Moving) นี้เป็นเพียงหนึ่งในสามของพื้นฐานการต่อสู้ (Triad of Combat) ส่วนอีกสองปัจจัยนั้นก็คือ การสื่อสาร (Communication) และ ทักษะการยิงปืน (Shooting) การผสมผสานปัจจัยทั้งสามอย่างลงตัวหรือเกิดความผิดพลาดในปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการต่อสู้


TAS สอนการเคลื่อนที่เข้าหาและถอยห่างออกจากเป้าหมายอย่างถูกต้อง


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Shoot? Move? ของ Clint Smith

Friday, February 11, 2011

Dozier Drill

Dozier Drill



นาย Jeff Cooper ได้คิดรูปแบบการฝึกยิงปืนอีกหนึ่งรูปแบบซึ่งมีประโยชน์มาก นั้นก็คือ Dozier Drill โดยได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงครั้งเมื่อนายพลจัตวา James L. Dozier แห่งกองทัพบกสหรัฐถูกลักพาตัวโดยผู้ก่อการร้ายชาวอิตาลี (Italian Red Brigade) ในปี ค.ศ. 1981 คนร้ายปลอมตัวเป็นช่างประปาเข้ามาในอพาต์เมนต์ซึ่งนายพล Dozier พักอยู่ มีคนร้ายทั้งหมดแปดคนแต่มีสี่หรือห้าคนที่บุกเข้ามาจับตัวนายพลท่านนี้ คนหนึ่งมีปืนกลมืออยู่ในประเป๋าเครื่องมือของเขา เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องของนายพลได้ คนร้ายคนหนึ่งหยิบปืนกลในถุงเครื่องมือออกมาพร้อมกับบรรจุซองกระสุนเข้าไปในตัวปืน ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายคนอื่นอ่านแถลงการณ์ให้นายพล Dozier ฟัง


ขณะนั้นกฏหมายอิตาลีไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐมีอาวุธปืนไว้ในที่พักไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกฐานทัพสหรัฐ ดังนั้นนายพล Dozier จึงไม่มีเขี้ยวเล็บที่จะป้องกันตัวเองเลย


เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นนี้ นาย Jeff Cooper จึงคิดรูปแบบการฝึกซึ่งจำลองเหตุการณ์นี้ เรียกว่า Dozier Drill


ใช้เป้าซึ่งเป็นแผ่นเหล็กลักษณะคล้ายคนเมื่อยิงถูกเป้าจะล้มได้ (Peppers Poppers) ทั้งหมด 5 เป้า (แทนผู้ก่อการร้ายทั้งห้าคนซึ่งบุกเข้ามาลักพาตัวนายพล Dozier) วางเป้าห่างจากนักยิงปืน 10 หลา โดยจะมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆนักยิงปืนซึ่งผู้ช่วยคนนี้จะมีปืนและซองกระสุนอยู่ในถุงเครื่องมือ (แทนคนร้ายคนหนึ่งซึ่งมีปืนกลเบาอยู่ในถุงเครื่องมือ) เขามีหน้าที่หยิบปืนและนำซองกระสุนมาบรรจุในตัวปืนแล้วขึ้นลำเพื่อพร้อมใช้งานให้เร็วที่สุด ในขณะเดียวกันนักยิงปืนซึ่งมีกระสุนอย่างน้อย 5 นัดจะต้องทำการยิงเป้าหมายทั้งห้าให้ได้ก่อนที่ปืนของผู้ช่วยจะพร้อมใช้งาน (เปรียบเสมือนเราต้องยิงคนร้ายทั้งห้าคนให้ได้ก่อนที่ปืนกลเบาของผู้ก่อการร้ายจะพร้อมใช้งาน) ดังนั้นเมื่อได้ยินสัญญาณเสียงดังขึ้นให้นักยิงปืนยิงเป้าหมายให้เร็วที่สุดก่อนที่ผู้ช่วยอีกคนจะประกอบปืนเสร็จ หากยิงได้ภายในเวลา 3 วินาทีถือว่าดี 4 วินาทีถือว่าก่ำกึ่งมาก


สำหรับการแข่งขันยิงปืนอาจมีการปรับรูปแบบไปบ้าง เช่น ใช้การจับเวลาในการยิงและคำนวณคะแนนตามเวลาและจำนวนนัดที่ยิงถูกหรือพลาดเป้าหมาย อีกทั้งระยะห่างของเป้าอาจแตกต่างไปได้บ้าง นอกจากนั้น Dozier Drill นี้สามารถใช้ฝึกกับปืนสั้นหรือปืนยาว เช่น ปืนลูกซองได้ด้วย


จะเห็นได้ว่าการฝึกยิงปืนระบบต่อสู้นั้น เป้าหมายจะอยู่ในระยะใกล้ทั้งสิ้น ดังนั้นการตอบสนองต่อสถานการณ์ต้องรวดเร็วและแม่นยำ การฝึกฝนบ่อยๆเป็นหนทางเดียวที่จะเพิ่มทักษะการยิงปืนให้ดีขึ้นได้

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี "สติ"

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Modern Technique of the Pistol ของ Wikipedia, CCW Handgun Drills (Part2)

Thursday, February 3, 2011

Newest FBI Study 2

Newest FBI Study 2



จากการศึกษาของ FBI ในรายงานชื่อ Violent Encounters นี้เป็นการศึกษาครั้งที่ 3 ซึ่งมีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ


การศึกษาแรกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1992 ชื่อ Killed in the Line of Duty ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากกรมตำรวจเล็กๆใกล้สำนักงานใหญ่ FBI เป็นการวิเคราะห์การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการศึกษานี้ได้รับการตอบรับอย่างมากจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งการให้ข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ วิจารณ์ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการฝึกเจ้าหน้าที่ตำรวจ


การศึกษาครั้งที่ 2 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1997 ชื่อ In the Line of Fire เป็นการศึกษาเชิงลึกถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างคนร้ายและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น โดยไม่เพียงแต่ใช้ข้อมูลจากคนร้ายเท่านั้น ยังนำมุมมองและข้อคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ในเหตุการณ์มาวิเคราะห์ด้วย เป็นอีกครั้งหนึ่งซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีและได้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะมากมายจนนำไปสู่การศึกษาครั้งที่ 3 นี้


การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงลึกไม่เพียงวิเคราะห์กระบวนการของเหตุการณ์ แต่ยังวิเคราะห์สภาพจิตใจ อารมณ์ของทั้งคนร้ายและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุการณ์


หลัก AIM ถูกสอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อยึดถือปฏิบัติในการเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเพื่อลดโอกาสสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย AIM เป็นตัวย่อ หมายถึง


ความตระหนักรู้ ระแวดระวังภัย (Awareness): เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 50,000 นายในสหรัฐถูกทำร้ายทุกปี จึงควรตระหนักว่าการถูกทำร้ายในขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นสามารถเกิดได้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งตัวเราด้วย ควรตระหนักรู้ระมัดระวังไม่ว่าคนร้ายจะเป็นใครก็ตามทั้งผู้หญิง เด็ก คนชรา สูง เตี้ย ผอมหรืออ้วน ทุกคนสามารถเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่ได้เสมอ อีกทั้งต้องระแวดระวังในสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยซึ่งอาจทำให้เราตกอยู่ในอันตรายได้


ภาพลักษณ์ (Image): จะต้องพยายามแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพ การกระทำทุกอย่างต้องแสดงถึงความตื่นตัวและเตรียมพร้อมตลอดเวลา เครื่องแบบและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆพร้อมใช้งานได้รับการดูแลสม่ำเสมอ คงไว้ซึ่งร่างกายที่แข็งแรงแต่มีความสุภาพอ่อนโยนในการมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนโดยไม่ได้ลดการป้องกันตัวเองลง


จิตสำนึก (Mind-set): ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง กระทำทุกอย่างตามขั้นตอนไม่ละเลยความปลอดภัย คอยกำลังเสริมถ้าเป็นไปได้ ใช้เครื่องไม้เครื่องมือและยุทธวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ หากจำเป็นต้องปกป้องชีวิตตนเองหรือผู้ร่วมงานด้วยการใช้กำลังก็ต้องทำอย่างไม่ลังเล เป็นการเตรียมทั้งร่างกายและจิตใจในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด


การยึดถือและปฏิบัติตามหลัก AIM เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความปลอดภัยมากขึ้น


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก Violent Encounters บทที่ 7 Procedures and Training

Newcastle limousines