Monday, September 14, 2009







C.A.R. system

Center Axis Relock (C.A.R.) system เป็นรูปแบบการยิงปืนที่นาย Paul Castle เป็นผู้คิดขึ้นในปี 1995 เขาเป็นตำรวจอังกฤษซึ่งฝึกยิงปืนมาหลายหลักสูตรทั้งในอังกฤษ ยุโรปและอเมริกา เขายังเคยฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวจากครูมวยจีนและฝรั่งเศส นาย Paul Castle ได้ประยุกต์ความรู้ของเขาจนนำไปสู่หนึ่งในรูปแบบการยิงปืนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งทหารและตำรวจ เขาเคยเป็นครูฝึกยิงปืนให้กับหน่วยงานของรัฐหลายแห่งทั้งในอังกฤษ แคนนาดาและอเมริกา เช่น FBI เป็นต้น และเคยชนะการแข่งขันยิงปืนมาหลายรายการ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าครูฝึกที่ Sabre Tactical Training Resource and Research

C.A.R. system เหมาะกับการยิงปืนในระยะใกล้ (Closed quarter battle, CQB) อีกทั้งลดโอกาสที่จะถูกแย่งปืน รูปแบบการยิงนี้ประกอบด้วย 4 ท่าหลักๆ โดยเริ่มจากการยืนซึ่งหันด้านข้างเข้าหาเป้าหมาย (ถ้าถนัดมือขวาให้เอียงตัวหันด้านซ้ายเข้าหาเป้าหมาย) เรียกว่า Bladed stance เพื่อให้ตัวเราเป็นเป้าที่เล็กลง อาจย่อตัวงอเข่าเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนที่ต่อไปได้

- High position เป็นการถือปืนระดับอก โดยกางข้อศอกออกมือทั้งสองข้างกำด้ามปืนอยู่ระดับอก หันปากกระบอกปืนชี้เข้าหาเป้าหมาย หากจำเป็นต้องยิงก็สามารถทำการยิงได้เลยในท่านี้ และถ้ามีหลายเป้าหมายก็แค่หมุนสะโพกวาดปืนไปในทิศทางที่ต้องการยิง นอกจากนั้นหากภัยคุกคามเข้ามาพยายามจะแย่งปืนก็สามารถใช้ข้อศอกหรือหัวไหล่กระแทกป้องกัน หรือกระแทกปืนออกไปตรงๆเพื่อหยุดภัยคุกคามเบื่องหน้าได้

- Combat high position เป็นท่าเตรียมพร้อมและใช้ตรวจการณ์ โดยยกปืนขึ้นมาใกล้ใบหน้าแต่ปากกระบอกปืนลดต่ำชี้ลงล่าง งอข้อศอกทั้งสองข้างโดยข้างหนึ่งจะอยู่ใต้ปืนซึ่งจะทำให้รับแรงสะบัดของปืนขณะยิงได้ดีขึ้นจึงยิงต่อเนื่องได้เร็ว

- Extended position เป็นท่ายิงระดับสายตา โดยกระดกปากกระบอกปืนขึ้นมา เล็งผ่านศูนย์ปืนด้วยตาซ้าย (ตาข้างตรงข้ามกับมือหลักที่ถือปืน) โดยเน้นที่ศูนย์หลังไม่ใช่ศูนย์หน้า ปืนอาจเอียงได้เล็กน้อยเพื่อให้สามารถถือปืนได้กระชับมากขึ้นและเป็นธรรมชาติ ข้อศอกยังงออยู่ และปืนอยู่ใกล้ใบหน้า เนื่องจากระยะทางที่ปากกระบอกปืนต้องเดินทางจากท่า Combat high มายังท่า Extended สั้นมากดังนั้นจึงสามารถเริ่มทำการยิงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นหากเป้าหมายใหม่ปรากฏขึ้นมาในทิศ 180 องศาจากเดิม ก็ไม่ต้องเปลี่ยนท่ายืนเพียงแค่เปลี่ยนมือหลักที่จับปืนก็สามารถทำการยิงเป้าหมายได้แล้ว

- Apogee แปลตามตัวว่า จุดสูงสุด เป็นท่าที่ยืดแขนทั้งสองข้างออกไปเล็กน้อย มีความแม่นยำมากขึ้น มีประโยชน์มากเมื่อต้องยิงเป้าหมายในระยะที่ไกลออกไป และอาจเล็งปืนด้วยตาข้างถนัดได้ มีลักษณะคล้ายท่า Weaver

รูปแบบการยิงนี้อาศัยการกำด้ามปืนที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้คุมปืนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นบางท่าปืนจึงเอียงเล็กน้อย การเล็งปืนด้วยตาข้างไม่ถนัดเพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขึ้นอาจต้องฝึกบ้างแต่ก็ไม่ยากเย็นนัก นอกจากนั้นสามารถยิงด้วยสัญชาติญาณโดยไม่มองผ่านศูนย์ปืนเลยก็ได้ขึ้นกับสถานการณ์ สามารถทำการยิงได้ทั้งมือขวาและซ้ายโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่ายืน การที่ถือปืนอยู่ใกล้ตาและแนวกลางตัวทำให้สามารถใช้กล้ามเนื้อแขนช่วยในการควบคุมปืนได้ดีขึ้นแต่ก็บดบังมุมมองไปบางส่วน จึงควรลดปืนลงเล็กน้อยเมื่อต้องการตรวจการณ์

นาย Paul Castle กล่าวว่า จากสถิติในอเมริกาอัตราการยิงถูกเป้าหมายในสถานการณ์จริงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นอยู่ระหว่าง 18 ถึง 22 เปอร์เซ็นต์ซึ่งต่ำมาก โดย 54 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นภายในระยะห่าง 5 หลา และ 93 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะห่าง 10 หลา เมื่อใช้รูปแบบการยิงนี้จะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก

เขาเน้นว่าในสถานการณ์จริง เราต้องเคลื่อนที่ออกห่างจากแนวปืนของฝ่ายศัตรูให้เร็วที่สุดและก็ทำการยิงตอบโต้ในขณะเคลื่อนที่ด้วย อีกทั้งควรทำการยิงหลายนัดในแต่ละเป้าหมาย และรีบหลบเข้าหาที่กำบังที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด การยิงของระบบนี้จะเป็นการยิงป้องกันตัวเชิงรุก (Aggressive defense)

C.A.R. system นี้จะมีประโยชน์มากหากนำมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น ในบริเวณพื้นที่คับแคบ ทางเดินคับแคบ บันได รถยนต์ส่วนตัว รถยนตร์โดยสาร บนเครื่องบิน เป็นต้น

การยิงหลายนัดหลายเป้าหมายนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำมากกว่าความเร็ว กระสุนที่พลาดเป้าอาจไปถูกบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง การฝึกฝนบ่อยๆจะทำให้เรารู้ความสมดุลระหว่างความแม่นยำกับความเร็ว (Precision and speed) ของตัวเราเอง

TAS นำบางส่วนของรูปแบบนี้มาประกอบกับท่ายิงอื่นๆ ซึ่งผู้รับการฝึกสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองและสถานการณ์ได้

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Center Axis Relock, A Closer Look ของ Chris Adams, บทความเรื่อง Isosceles/Weaver V C.A.R. system ของ Paul Castle, etc.

Tuesday, September 8, 2009

Shotgun Malfunctions







Shotgun Malfunctions

เป็นที่ยอมรับกันว่าอำนาจหยุดยั้งของปืนลูกซองนั้นเหนือชั้นกว่าปืนสั้นมาก มีโอกาสยิงถูกเป้าหมายได้ง่ายกว่าเนื่องจากมีเม็ดลูกปรายกระจายออกไปเป็นบริเวณกว้าง แต่อานุภาพของปืนลูกซองก็ยังต้องพึ่งความสามารถและทักษะของผู้ยิงด้วยเช่นกัน รวมทั้งการเลือกกระสุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ระยะยิงที่เหมาะสม (กระสุนลูกซองที่ต่างกันมีระยะยิงหวังผลต่างกัน) ปืนลูกซองยังมีคุณสมบัติคล้ายปืนยาวไรเฟิ่ล (Rifle) เมื่อยิงด้วยกระสุนลูกโดด (ปืนลูกซองที่ใช้ในทาง Tactical ที่ลำกล้องยาวตั้งแต่ 20 นิ้วขึ้นไปจึงมักติดศูนย์ไรเฟิ่ลมาด้วย)

เนื่องจากปืนลูกซองมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าปืนสั้นมากทำให้ความคล่องตัวน้อยกว่า พกซ้อนลำบาก จึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถยิงปืนลูกซองได้ดี อีกทั้งปืนลูกซองส่วนใหญ่สามารถบรรจุกระสุนได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติทั่วไป นอกจากนั้นแรงถีบของการยิงปืนลูกซองนั้นหนักหน่วงกว่าปืนสั้นมาก ผู้ยิงจึงควรฝึกฝนการจับปืนและท่ายิงที่ถูกต้อง แต่กระนั้นปืนลูกซองก็ยังถือว่าเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะแก่การใช้งานเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะที่บ้าน

ปืนลูกซองระบบ Pump action (เวลายิงเสร็จต้องสาวกระโจมมือถอยหลังและเดินหน้าเพื่อคัดปลอกกระสุนออกและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิงเองทุกนัด) มีการทำงานที่ไม่ซับซ้อนคล้ายกับปืนลูกโม่ ดังนั้นเหตุติดขัดจึงไม่มาก อีกทั้งสามารถใช้กระสุนที่มีแรงขับต่ำได้ ผิดกับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ (เวลายิงเสร็จจะใช้แรงดันของแก็สในการบริหารกลไกเพื่อคัดปลอกกระสุนออกและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิง จึงไม่ต้องสาวกระโจมมือ) มีการทำงานซับซ้อนหากใช้กระสุนแรงต่ำหรือถือปืนผิดท่ามีโอกาสทำให้การทำงานของปืนติดขัดได้

นาย Clint Smith ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเหตุติดขัดของปืนลูกซองไว้อย่างน่าสนใจ ในปืนลูกซองระบบ Pump action ผู้ยิงต้องสาวกระโจมมือโดยดึงเข้าและดันออกจนสุดเพื่อบริหารกลไกของปืนให้ครบรอบการทำงาน (คัดปลอกกระสุนและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิง) ปัญหาหนึ่งที่พบคือ การบริหารกลไกไม่ครบรอบการทำงานจากการสาวกระโจมมือไม่สุด ในการยิงหลายเป้าหมายการบริหารกลไกปืนจึงขึ้นกับผู้ยิงเป็นสำคัญ ดังนั้นปืนจึงสามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์และรองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงได้

สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติแม้จะสามารถทำการยิงหลายเป้าหมายได้เร็วกว่าและนุ่มนวลกว่า แต่นาย Clint Smith ก็ไม่แน่ใจว่าเพียงแค่เหตุผลเท่านี้เพียงพอสำหรับคุณสมบัติของปืนลูกซองที่จะใช้เพื่อการยิงต่อสู้ เพราะเขาพบว่าปืนบางครั้งมีเหตุติดขัดได้จากการยิงในบางท่าโดยเฉพาะท่านอน ดังนั้นหากใครที่จะเลือกใช้ปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติเพื่อใช้งาน ควรทดลองยิงในหลายท่าโดยเฉพาะท่าที่คิดว่าอาจทำให้ปืนมีปัญหา และควรเลือกกระสุนให้เหมาะสมด้วย

การเหนี่ยวไกปืนแล้วกระสุนไม่ลั่นออกไป (อาจเกิดจากยังไม่มีกระสุนในรังเพลิงหรือกระสุนด้าน) สำหรับปืนลูกซอง Pump action ก็แค่สาวกระโจมมือหนึ่งรอบการทำงาน (ดึงเข้าหาตัวจนสุดและดันออกจนสุด) และทำการยิงใหม่ แต่ถ้ายังไม่ลั่นอีกอาจเป็นเพราะยังไม่ได้ใส่กระสุนเลย ก็ให้สาวกระโจมมือเข้ามาเพื่อเปิดลูกเลื่อนค้างไว้ ใช้มือข้างไม่ถนัดหยิบกระสุนใส่ในรังเพลิงแล้วปิดลูกเลื่อนโดยสาวกระโจมมือดันออกจนสุด ทำการบรรจุกระสุนใส่ในหลอดกระสุนสำรองของปืนลูกซองมากเท่าที่ต้องการและทำการยิงต่อได้

สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติก็เช่นกันให้ทำการดึงคันรั้งลูกเลื่อนมาด้านหลังจนสุดแล้วปล่อย ส่วนมากแล้วหากปืนไม่มีกระสุนลูกเลื่อนจะค้างอยู่ไม่ปิดกลับ เราก็ต้องใส่กระสุนในรังเพลิงและหลอดกระสุนสำรองมากเท่าที่เราต้องการ แล้วทำการปิดลูกเลื่อนและทำการยิงได้

หากยิงไปแล้วปืนไม่สามารถคัดปลอกกระสุนออกได้สมบูรณ์ ทำให้ปลอกกระสุนยังติดอยู่ที่ช่องคายปลอก ลักษณะนี้เรียกว่า Stovepipe ที่ใช้ชื่อนี้เพราะมีลักษณะคล้ายปล่องควัน ส่วนใหญ่เกิดจากการสาวกระโจมมือได้ไม่สุดหรือกระสุนอ่อนอานุภาพแรงขับไม่พอ (ในกรณีของปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ) แก้ไขโดยเอื้อมมือข้างไม่ถนัดลอดใต้โครงปืนมาปัดปลอกออกทิศทางมาด้านท้ายปืน สำหรับปืนลูกซอง Pump action ก็ต้องสาวกระโจมมือไปข้างหน้าจนสุดแล้วค่อยยิง ส่วนปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่ลูกเลื่อนจะเดินหน้าปิดเอง

ในกรณีที่มีกระสุนสองนัดอยู่ในรังเพลิง เรียกว่า Double feed มีสองลักษณะๆแรกกระสุนซ้อนกันคล้ายตัวอักษร วี (V) โดยลูกเลื่อนจะเปิดค้างไว้ ในกรณีของปืนลูกซอง Pump action ให้สาวกระโจมมือถอยหลังมาให้สุดเพื่อลดความกดดันที่กระทำต่อกระสุน แล้วคว่ำปืนเอาช่องคัดปลอกกระสุนลงมาที่ทิศ 6 นาฬิกา ใช้นิ้วหยิบกระสุนในรังเพลิงออกทั้งสองนัด แล้วใส่กลับเข้าไปในรังเพลิงหนึ่งนัด สาวกระโจมมือไปข้างหน้าจนสุดส่วนกระสุนอีกนัดให้ใส่กลับเข้าไปที่หลอดกระสุนสำรอง แต่ถ้ากระสุนนั้นได้ยิงไปแล้วก็ให้ทิ้งปลอกไปได้

แต่สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติเนื่องจาก Recoil spring จะทำให้ลูกเลื่อนพยายามเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคงต้องฝึกเล็กน้อยในการเปิดหน้าลูกเลื่อนด้วยก้านรั้งลูกเลื่อนแล้วเทกระสุนออกมา พร้อมกับใส่กระสุนที่ยังไม่ได้ยิงกลับเข้าไปหนึ่งนัด แล้วปล่อยให้ลูกเลื่อนเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมที่จะยิง

ลักษณะที่สองคือ กระสุนที่ใส่ไว้ในหลอดกระสุนสำรองไม่ถูกต้อง โดยกระสุนนัดสุดท้ายที่ใส่ในหลอดกระสุนไม่ได้ถูกดันเข้าไปลึกพอที่ขอยึดกระสุนในหลอดกระสุนจะยึดไว้ได้ ดังนั้นกระสุนจึงถูกสปริงในหลอดกระสุนดันให้ไหลออกมาเตรียมที่จะเข้ารังเพลิง (ขณะที่ในรังเพลิงมีกระสุนอยู่ก่อนแล้ว) เมื่อหงายปืนมองดูจะพบว่ามีกระสุนค้างอยู่หน้าหลอดกระสุนสำรอง แก้ไขโดยพยายามสาวกระโจมมือเพื่อเอากระสุนออกจากรังเพลิงให้หมดทั้งสองนัดแล้วใส่กระสุนกลับให้ถูกต้อง

การแก้ไขเหตุติดขัดของปืนควรต้องหมั่นฝึกซ้อมด้วยกระสุนปลอม (Dummies) เพื่อความปลอดภัยและให้เกิดทักษะความชำนาญ โดยรวมแล้วปืนลูกซองระบบ Pump action เหมาะที่จะนำมาใช้ในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากความน่าเชื่อถือของระบบการทำงานทำให้มีโอกาสเกิดเหตุติดขัดยากกว่าปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ

ไม่ว่าจะเป็นปืนสั้นหรือปืนลูกซองก็ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้อาวุธและทักษะความชำนาญ เรียนรู้เหตุติดขัดและวิธีแก้ไข รู้ข้อดี ข้อด้อย และข้อจำกัดของอาวุธที่เราใช้ เพื่อที่จะนำอาวุธปืนมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TAS สอนเหตุติดขัดของปืนสั้นรวมทั้งวิธีแก้ไขใน TAS 2 โดยผู้รับการฝึกควรหมั่นฝึกซ้อมเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดทักษะ ส่วนปืนลูกซองนั้นจะเปิดสอนในหลักสูตรต่อๆไป

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Shotgun Malfunctions ของ Clint Smith

Monday, August 31, 2009

Heroic Consequences





Heroic Consequences

นาย David Kenik หัวหน้าแผนกด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นประชาชนคนหนึ่งที่พกอาวุธปืน นอกจากนั้นยังเป็นนักกีฬายิงปืน อีกทั้งเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง A Comprehensive Guide to Using Firearms for Self-Defense เขาได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนอกจากตนเองและสมาชิกในครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ

ยามใดที่พกอาวุธปืนความรู้สึกจะเหมือนมีพลังขึ้นมามากมาย รู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าคงกระพัน ยิ่งถ้าพกปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงก็จะยิ่งมีความรู้สึกท้วมท้นมากขึ้น

มีคำกล่าวของทางตะวันตกที่ว่า “พระเจ้าสร้างมนุษย์ แต่ Sam Colt (คนที่ประดิษฐ์ปืนยี่ห้อ Colt) ทำให้มนุษย์เท่าเทียมกัน” หมายถึงว่า ไม่ว่าใครเป็นคนถือปืน เช่น เด็ก ผู้หญิง คนชรา ถ้ายิงถูกใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายตัวใหญ่แค่ไหน ก็ตายได้เหมือนกัน คือ มีสิทธิเสียชีวิตเท่ากันหมด ดังนั้นผู้หญิงตัวเล็กๆก็อาจล้มผู้ชายตัวโตๆได้ด้วยอาวุธปืน

อาวุธปืนสามารถใช้เพื่อการป้องกันตัวได้แต่ก็ต้องพกปืนและฝึกการยิงปืนมาก่อนรวมทั้งต้องมีความระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา แม้กระนั้นการใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวก็มักจะเกิดขึ้นหลังจากถูกโจมตีจากภัยคุกคามแล้ว

ความรู้สึกดีๆเมื่อยามที่คุณพกอาวุธอาจนำไปสู่อันตรายได้ ความรู้สึกปลอดภัยนั้นเป็นอย่างแรกที่อาจผิดพลาดได้ คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “จงอย่าทำอะไรด้วยปืน ในเมื่อสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปืน” เขามักได้ยินหลายคนพูดว่า พวกเขาต้องพกปืนไว้ตลอดเผื่อว่าจำเป็นต้องใช้มัน ในเมื่อคุณคิดว่าสถานที่นั้นอาจจะต้องใช้ปืนก็อย่าไปเสียสิ (หลีกเลี่ยงสถานที่อโคจร) กฎข้อแรกของการชนะในการต่อสู้ด้วยอาวุธปืน คือ อย่าอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ปืน

นาย David Kenik ยังจำได้ถึงช่วงเวลาแรกที่เขาพกปืนเมื่อหลายปีก่อน หากมีอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นซึ่งหน้า เช่น การปล้น การข่มขืน เขาจะสามารถหยุดอาชญากรรมนั้นได้อย่างแน่นอนเพราะเขามีปืน แต่สำหรับตอนนี้เมื่อเขานึกย้อนกลับไปพบว่า เขาไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ตามมาหากเขาใช้อาวุธปืนแม้แต่น้อย เขาคิดเพียงว่าคงเหมือนในภาพยนตร์ที่พระเอกไม่เคยตาย

เมื่อเขาสอนยิงปืนให้กับนักเรียนยิงปืน พบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงผลที่ตามมาหากใช้อาวุธปืน ในความเป็นจริงหากคุณใช้อาวุธปืนก็อาจพลาดยิงถูกตัวเองซึ่งอาจบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิตก็ได้ อีกทั้งอาจต้องติดคุกแม้ว่าคุณคิดว่าคุณทำถูกต้องแล้ว การแพ้หรือชนะมันขึ้นกับการให้การในชั้นศาล ซึ่งศาลอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคุณก็ได้

เขาขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 หน้าบันไดศาลในรัฐ เท็กซัส ของอเมริกา นาย David Arroyo สวมเสื้อเกราะควงปืนไรเฟิ่ลบุกเข้ามาในศาล นาย Mark Wilson ผลเมืองดีที่มีใบพกอาวุธอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขายิงปืนขนาด .45 ไปที่คนร้ายแต่เพราะเกราะที่ใส่อยู่จึงไม่สามารถหยุดคนร้ายไว้ได้ เขาถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคนร้ายยิงโต้ตอบกลับมา

อีกเหตุการณ์หนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2005 ในเมือง Tacoma รัฐ วอชิงตัน นาย Dominick Maldonado เปิดฉากยิงคนในร้านขายจักรยานยนต์ด้วยปืนไรเฟิ่ล นาย Brendan McKown พลเมืองดีที่พกอาวุธปืน ได้ใช้ปืนพกของตนและสั่งให้คนร้ายวางอาวุธลง แต่นาย Dominick Maldonado กลับยิงใส่เขาสี่นัด ถึงแม้จะรอดชีวิตแต่ก็มีบาดแผลสาหัสจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาเดินได้หรือไม่

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าทั้งสองคนนั้นเป็นวีรบุรุษตามความรู้สึกของพวกเรา ถึงแม้อาจวิพากวิจารณ์แทคติกที่ทั้งสองคนใช้ในการเผชิญเหตุณ์ แต่พวกเขาทั้งสองก็เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก และทั้งคู่ก็ต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพงกับความกล้าของพวกเขา

ในขณะที่เราเต็มใจเสี่ยงจะช่วยเหลือคนที่ตนเองรัก แต่กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักละ เป็นคำถามที่ยากจะให้คำตอบได้ถึงแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้อาวุธได้ก็ตาม

มีหลักง่ายๆที่พอจะใช้ได้คือ ในกรณีที่ตนเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายให้ใช้อาวุธปืนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เมื่อมีสามปัจจัยเกิดขึ้น อย่างแรก ความสามรถของคนร้าย เช่น คนร้ายแข็งแรงกว่าเรา หรือมีอาวุธ สอง โอกาสของคนร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย เช่น คนร้ายอยู่ใกล้เพียงพอที่จะทำร้ายเรา ประการสุดท้าย ความตั้งใจของคนร้าย เช่น คนร้ายแสดงความตั้งใจที่จะทำร้ายเราถึงแก่ชีวิตหรือพิการ

แต่การยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและรู้ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนร้าย เพราะการที่เห็นคนถือปืนวิ่งออกมาจากร้าน แล้วมีคนตะโกนตามหลังมาว่า “หยุดคนร้ายที” ในความเป็นจริงคนที่ถือปืนอาจเป็นพลเมืองดีที่ใช้อาวุธปืนเพื่อปกป้องตนเองจากคนร้ายที่ตะโกนตามหลังมาก็ได้ การตะโกนเช่นนั้นอาจเพื่อเบนความสนใจคนอื่นเพื่อที่ตนจะได้มีเวลาหนี

ในชั้นประชาชนไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าเมื่อประสบเหตุอาชญากรรมแล้วเราต้องเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะทำเช่นนั้นก็มีหลักง่ายๆดังนี้ คุณต้องรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมด รู้ว่าใครเป็นคนร้าย ไม่ใช่เดาเอาว่าใครน่าจะเป็นคนร้าย ไม่ใช้อารมณ์ และสถานการณ์นั้นเหมาะสมที่จะใช้อาวุธปืน (ตามหลักเกณฑ์สามข้อที่กล่าวไปข้างต้น)

ความสมดุลระหว่างการมีและใช้อาวุธปืนนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยากที่จะทำให้ทุกคนมีความเห็นตรงกันได้ ดังนั้นการใช้อาวุธปืนจึงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาอีกมากจากการใช้อาวุธปืน และต้องตระหนักว่าเราเองก็อาจเสียชีวิตได้จากการใช้อาวุธปืนเช่นกัน

การต่อสู้ด้วยอาวุธปืนนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่มีประสบการณ์ในการใช้อาวุธปืนต่อสู้ในสถานการณ์จริงต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ชัยชนะในการต่อสู้นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้ เช่น ทักษะความชำนาญของผู้ใช้อาวุธปืนเอง อาวุธที่มี และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายประการ เช่น สภาพแวดล้อม ความชำนาญในการใช้อาวุธปืนของคนร้าย อาวุธของคนร้าย สภาพจิตใจของคนร้าย และที่สำคัญ คือ โชค (Luck) ดังนั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนหากเลี่ยงได้ควรเลี่ยงเพราะเราอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป

TAS สอนการใช้อาวุธปืนด้วยสติ โดยมีเหตุผลอันสมควรเพื่อปกป้องชีวิตตนเองและสมาชิกในครอบครัวจากภัยคุกคามซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาได้ด้วยวิธีอื่นใด ในสถานการณ์เช่นนั้นเราควรใช้ทักษะที่ได้รับการฝึกสอนมาปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Heroic Consequences ของ David Kenik

Newcastle limousines