Friday, October 8, 2010

Follow Through

Follow Through



การยิงปืนในเชิงต่อสู้ป้องกันตัวนั้นส่วนใหญ่จะใช้วงกระสุนมากกว่าหนึ่งนัด ไม่ว่าจะเป็นการยิงเป้าหมายเดิมซ้ำหรือยิงหลายเป้าหมายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งการยิงนัดต่อไปให้ถูกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำนั้น นอกจากการถือปืนที่ดี ท่ายิงถูกต้องมั่นคง การเล็งและการเหนี่ยวไกได้ดีแล้ว ยังต้องอาศัยทักษะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ การ Follow Through


การ Follow Through ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Trigger Reset กับ Reacquiring the Sights


Trigger Reset นั้นนิ้วมือยังคงสัมผัสกับไกปืนตลอดเวลาหลังกระสุนลั่นออกไปเพื่อเป็นการง่ายที่จะทำการคลายไกปืนให้เดินหน้าไปสู่ระยะ Reset Point (ระยะซึ่งสามารถทำการยิงนัดต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องคลายไกจนสุด อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง Trigger Control) ซึ่งความหมายนี้มักใช้กับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างไรเสียปืนซึ่งไม่ต้องการ Reset Point เราก็ยังคงแนะนำให้นิ้วสัมผัสกับไกปืนตลอดเวลาในขณะที่คลายไกปืน (ควบคุมการคลายไกปืนตลอดเวลาด้วยนิ้วที่ใช้เหนี่ยวไก)

มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งบางคนใช้ก็คือ การปล่อยนิ้วออกจากไกปืนโดยให้ไกปืนดีดกลับเองทันทีหลังยิง เมื่อจะยิงนัดต่อไปค่อยเอานิ้วกลับมาสัมผัสไกปืนใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่มีการเคลื่อนไหวมากเกินความจำเป็นทำให้ยิงซ้ำได้ช้ากว่าและต้องเสียเวลาจัดศูนย์ปืนให้เข้าเป้าใหม่นานกว่า นอกจากเสียเวลาแล้วยังอาจยิงพลาดเป้าได้ง่ายด้วย ดังนั้นวิธีหลังนี้จึงไม่แนะนำให้ใช้


Reacquiring the Sights เป็นกระบวนการซึ่งประกอบด้วยการมองเป้าหมายผ่านศูนย์ปืน ทำการยิง แล้วจัดศูนย์ปืนใหม่เพื่อให้พร้อมในการยิงนัดต่อไป การยิงซ้ำพลาดเป้าอาจเกิดจากการจัดศูนย์ปืนใหม่ได้ไม่ดี หากต้องการยิงหนึ่งนัดจะต้องมีการจัดศูนย์ปืนสองครั้ง (ครั้งแรกก่อนยิง ครั้งที่สองหลังยิงเสร็จเพื่อเตรียมยิงนัดต่อไป) เมื่อต้องการยิงสองนัดจะมีการจัดศูนย์ปืนสามครั้ง


การ Follow Through เป็นสิ่งสำคัญในการยิงปืนไม่ว่าในเชิงกีฬาแข่งขันหรือการยิงต่อสู้ป้องกันตัว เพราะความพร้อมในการยิงซ้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำจะสร้างความได้เปรียบในขณะเผชิญกับภัยคุกคามที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน จึงเป็นทักษะหนึ่งซึ่งผู้ฝึกยิงปืนควรใส่ใจฝึกฝนเป็นประจำ


การฝึกยิงแห้ง (Dry fire) เป็นวิธีหนึ่งซึ่งใช้พัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ดีและอย่าลืมใช้กระสุน Dummy เพื่อถนอมเข็มแทงฉนวนไม่ให้ชำรุดก่อนเวลาอันควร


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Basic Pistol Skill Sets ของ Ed Head

Friday, October 1, 2010

Luck in Gun Fighting

Luck in Gun Fighting



ในการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างซึ่งมีอิทธิพลต่อผลแพ้ชนะ อาทิเช่น ประสิทธิภาพของอาวุธที่ใช้ หากเรามีอาวุธที่เหนือกว่าภัยคุกคามก็ย่อมได้เปรียบ เช่น คนร้ายมีมีดแต่เรามีปืน คนร้ายมีปืนสั้นแต่เรามีปืนลูกซอง คนร้ายมีคนเดียวแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปหลายคน พลซุ่มยิงสามารถกำจัดเป้าหมายได้จากระยะไกล เป็นต้น


ความชำนาญในการใช้อาวุธปืน ผู้ที่มีทักษะการใช้อาวุธปืนอย่างดี มีการฝึกยิงปืนในหลายลักษณะ หลายสถานการณ์ มีความรู้ดีในการแก้ไขเหตุติดขัดของปืน สามารถยิงได้ดีทั้งมือข้างถนัดและไม่ถนัด มีทักษะการยิงในภาวะแสงต่ำ ฝึกฝนยุทธวิธีในการใช้อาวุธปืน และหมั่นทบทวนเพื่อคงไว้ซึ่งทักษะที่จำเป็นเหล่านี้ ย่อมได้เปรียบคนซึ่งฝึกมาเพียงเล็กน้อยและไม่ชำนาญ


มีอุปกรณ์เสริมที่ดี เช่น มีไฟฉายที่มีประสิทธิภาพช่วยให้สามารถทำการยิงในภาวะแสงต่ำได้ดี มีซองกระสุนและเครื่องกระสุนเพียงพอในการใช้งาน มีศูนย์ไฟฉายและ/หรือศูนย์เลเซอร์ประกอบปืน มีการฝึกฝนการใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้เพื่อความชำนาญ


มีความรู้ในการเลือกที่กำบังและที่หลบซ่อนอำพรางอย่างเหมาะสม สามารถใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ ทั้งแสงและสี เป็นต้น


และที่สำคัญก็คือ “โชค (Luck)” หลายครั้งที่เหตุการณ์การใช้อาวุธปืนผู้พ่ายแพ้อาจเป็นผู้ที่มีทักษะดีเยี่ยม ผู้ซึ่งแข่งขันกีฬาทั้งหลายจะทราบดีถึงอิทธิพลของ “โชค” เป็นอย่างดี จนมีคำกล่าวของนโปเลียนที่มีชื่อเสียงว่า “เขาต้องการคนซึ่งมีโชคดีอยู่ตลอดเวลามากกว่าคนที่บัญชาการได้เก่งและมีความสามารถสูง แต่เราทุกคนย่อมรู้อยู่ว่าในที่สุดแล้วโชคก็จะหมดไปจนได้”


สำหรับผู้ที่ใช้อาวุธปืนนั้นการฝึกฝนให้มีทักษะและคงไว้ซึ่งความสามารถในการใช้อาวุธปืนเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นหนทางเดียวที่จะลดการพึ่งพา “โชค” ในการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธปืน ในทางกลับกันถึงแม้ว่าเราจะมีทักษะที่ดีแต่ก็จงตระหนักไว้ว่ายังมีปัจจัยอื่นอีกที่เราควบคุมไม่ได้ซึ่งมีอิทธิพลต่อผลแพ้ชนะ เช่น ทักษะของคนร้าย อาวุธของคนร้าย จำนวนคนร้าย สภาพแวดล้อม และโชค เราอาจเป็นผู้พ่ายแพ้ได้เสมอ ดังนั้นหากเลี่ยงการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนได้ก็ควรเลี่ยง ใช้อาวุธปืนเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่หากจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ด้วยทักษะที่เหนือชั้น

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี "สติ"


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Luck? ของ Ed Parumbo

Saturday, September 25, 2010

กราดยิง เจตนาฆ่า

กราดยิง เจตนาฆ่า


ข่าวนักเรียนช่างกลกราดยิงใส่รถเมล์เมื่อเห็นคู่อริอยู่ในรถคันดังกล่าวโด่งดังนานเป็นอาทิตย์ การกราดยิงครั้งนั้นทำให้เด็กนักเรียนวัย 9 ปีที่นั่งอยู่กับพี่ชายตายคารถ ส่วนคู่อริรอดชีวิตไปได้ นอกจากนั้นยังมีผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนไทยประดิษฐ์อีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นผู้โดยสารรถเมล์ คนขับรถให้สัมภาษณ์ว่าส่วนใหญ่จะเลี่ยงไม่จอดป้ายที่มีเด็กช่างกลยืนรวมกลุ่มกันเพราะไม่อยากเจอเรื่องร้ายๆแบบนี้ เนื้อหาข่าวอย่างนี้บอกเตือนให้รู้ว่าภาพนักเรียนช่างกลโดยรวมไม่ค่อยดีนักในสายตาชาวบ้านว่า เป็นกลุ่มชอบหาเรื่อง รังแกคนอื่น ก่อความวุ่นวายให้สังคม ทั้งที่มีแค่บางกลุ่มที่เป็นวัยรุ่นนอกกรอบ นอกวินัย ไม่เคารพกฎระเบียบของสังคม และทำลายอนาคตของตัวเองจากคำสอนฝังหัวของรุ่นพี่ไม่ดีและจิตกร่างเมื่อมีปืนที่สร้างไว้ใช้เองได้


สายตากฎหมายมองปืนเป็นอาวุธอันตรายสูงสุด จึงมีการควบคุมทั้งการครอบครองและการพกพาอย่างเข้มงวดโดยต้องมีทะเบียนปืนทั้งสองแบบ นอกจากนั้นยังกำหนดชนิดของปืนที่ประชาชนมีได้อย่างจำกัด บทลงโทษหนักสำหรับผู้ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับปืน เมื่อนำปืนไปฆ่าหรือทำร้ายคนอื่น ก็จะมีกฎหมายอาญาลงโทษอย่างหนัก กรณีกราดยิงนักเรียนคู่อริในรถเมล์ด้วยปืนไทยประดิษฐ์ เป็นอีกบทเรียนที่เกิดซ้ำซากมานานเมื่อพิจารณาจากคำพูดของผู้ยิงที่บอกว่า ไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนายิงเด็กชายวัย 9 ปี แต่จะยิงคู่อริเท่านั้น คำแก้ตัวนี้ไม่ได้ช่วยลดหย่อนโทษฆ่าผู้อื่นของเขาได้ แต่ชี้ว่าเขามีความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับข้ออ้างว่าใช้ปืนกราดยิงใส่รถเมล์เพื่อสังหารคู่อริเท่านั้น


เจตนาในกฎหมายไทยหรือหลักสากลจะมีสองแบบ คือ เจตนาโดยตรง กับ เจตนาแบบเล็งเห็นผล เมื่อกฎหมายมองว่าปืนเป็นอาวุธสุดอันตราย จึงตีความหมายของเจตนาอย่างเคร่งครัดและครอบคลุมลักษณะการใช้งานหรืออันตรายของปืนด้วย เจตนาโดยตรง คือ การกระทำโดยรู้สำนึกในสิ่งที่กระทำและประสงค์ต่อผลจากการใช้ปืนว่า ต้องการทำอะไร ทำกับใคร คนกระทำมีจิตสำนึกดีว่าใช้ปืนเพื่ออะไร เพื่อใคร เช่น ใช้ปืนเล็งยิงใส่คนอื่นด้วยสารพัดสาเหตุ โดยรู้ดีว่ากำลังฆ่าคนด้วยปืน ส่วน เจตนาเล็งเห็นผล คือ การกระทำด้วยรู้สึกนึกในสิ่งที่กระทำและเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดผลอย่างไร เช่น เลือกใช้ปืนยิงไปที่กลุ่มคนซึ่งในนั้นมีศัตรูรวมอยู่ด้วย เขามีเจตนาใช้ปืนจึงหยิบปืนไป เมื่อยิงไปที่กลุ่มคนซึ่งรวมศัตรูเข้าไปด้วย แทนที่จะยิงศัตรูคนเดียว ถ้ามีคนตายในกลุ่มนั้นซึ่งอาจรวมศัตรูด้วยหรือไม่ก็ได้ กฎหมายถือว่า เขามีเจตนาฆ่าคนตายแบบเล็งเห็นผล เนื่องจากเขารู้ดีว่าปืนยิงออกไปต้องมีคนตายหรือบาดเจ็บด้วยประสิทธิภาพของมัน เมื่อเลือกใช้ปืน ย่อมถือว่ามีเจตนาฆ่าเยี่ยงเดียวกับเจตนาโดยตรง แม้คนตายหรือคนบาดเจ็บจะไม่รู้จักกับผู้ยิงก็ตาม


กรณีนักเรียนช่างกลกราดยิงใส่รถเมล์เมื่อเห็นคู่อริอยู่ในรถคันนั้น แล้วกระสุนไปฆ่าเด็กวัย 9 ปีและทำร้ายผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง เคยมีคดีประเภทนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งในศาลซึ่งตัดสินแล้วว่า แม้นักเรียนช่างกลอ้างว่าไม่ตั้งใจฆ่าเด็กหรือทำร้ายผู้บาดเจ็บเพราะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ยอมรับว่าตั้งใจยิงคู่อริเท่านั้น ศาลเคยตัดสินว่า ผู้กราดยิงใส่รถเมล์ด้วยปืนถือว่ามีเจตนาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลได้ว่า ปืนสร้างอันตรายถึงชีวิตแก่คนอื่นได้ ส่วนคนบาดเจ็บก็ถือว่าผู้กราดยิงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยปืนโดยเจตนาเล็งเห็นผลหรือรู้อยู่แล้วว่าปืนทำอันตรายแก่ทุกคนได้ กฎหมายมองการกราดยิงว่า ผู้ยิงมีเจตนาฆ่าผู้ตาย เจตนาทำร้ายผู้บาดเจ็บ โดยไม่สนใจว่าผู้ยิงจะรู้จักเหยื่อหรือไม่ด้วยเหตุผลทางกฎหมายเรื่องเจตนาเล็งเห็นผล ดังนั้น เมื่อยิงปืน ก็ถือว่ามีเจตนายิงแบบเล็งเห็นผลหรือเจตนาโดยตรงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงประกอบเสริมด้วย


ปืนในสายตากฎหมายถือเป็นอาวุธอันตราย เมื่อใครใช้ปืน ไม่ว่าจะรู้จักกับเหยื่อหรือไม่ จะถูกถือว่าเจตนาฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นแบบเล็งเห็นผลเสมอ เพราะกฎหมายถือว่าประชาชนรู้ดีว่าปืนมีประสิทธิภาพและมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน จึงต้องระวังการใช้ปืนเสมอ เมื่อเกิดผลลัพธ์จากการใช้ปืน ผู้ยิงต้องมีความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย กรณีฆ่าคนตาย ผู้ยิงต้องรับผิดชอบในคดีอาญาด้วยระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี แล้วแต่ดุลพินิจของศาลโดยมีข้อเท็จจริงในคดี ประวัติของผู้ใช้ปืน อายุ เป็นหลักพิจารณากำหนดโทษของแต่ละคน


คดีกราดยิงใส่รถเมล์โดยปืนไทยประดิษฐ์ของนักเรียนช่างกลเป็นตัวอย่างล่าสุดของเจตนาเล็งเห็นผลที่ถือว่าเป็นคดีซ้ำรอยกับรุ่นพี่ช่างกลที่รับโทษอาญามาแล้วในข้อเท็จจริงแบบเดียวกัน กรณีที่คนใช้ปืนเป็นผู้เยาว์ ศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษไม่ถึงประหารชีวิตหรือลดโทษจำคุกลงด้วยเหตุเป็นเยาวชน การจำคุกของวัยรุ่นก็ถูกแยกไปจำขังในคุกเยาวชน มิใช่คุกผู้ใหญ่ แต่พวกเขาจะได้รับการบันทึกประวัติว่าเคยต้องโทษจำคุกทางอาญาไว้ตลอดชีวิต อารมณ์ชั่ววูบและความเข้าใจผิดพลาดของเยาวชนทำลายอนาคตของตัวเองเพราะเชื่อในพลังของปืนและความกร่างเมื่อถือปืนไว้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์จากการใช้ปืนด้วย


ปืนมีพลังในตัวเองจากประสิทธิภาพของมัน ส่งผลให้คนถือปืนรู้สึกว่ามีพลังเหนือคนอื่น แต่ควรเตือนตนไว้ว่า ทุกครั้งที่เลือกใช้ปืน กระสุนทุกนัดที่ยิงออกไป ผู้ใช้ปืนต้องมีความรับผิดชอบเสมอ กฎระเบียบที่ใช้ควบคุมหรือลงโทษผู้ใช้ปืน แม้จะมีข้อยกเว้นโทษอยู่ด้วย แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ตัดสินว่าเชื่อในข้ออ้างประกอบการขอยกเว้นโทษหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ในความควบคุมของผู้ใช้ปืนอีก ความกร่างเมื่อมีปืน คือ วิธีทำลายคนใช้ปืน คนฉลาดต้องควบคุมพลังของปืนได้ นี่คือ เจ้าของปืนตัวจริง มิใช่ทาสของปืน


เรียบเรียงโดย Black Cuff

Newcastle limousines