Flash Sight Picture
Flash Sight Picture เป็นรูปแบบการเล็งปืนซึ่งใช้ในการยิงเป้าหมายระยะใกล้อีกรูปแบบหนึ่ง วิธีการนั้นอยู่ระหว่างการเล็งปืนอย่างละเอียดตามปกติและการยิงแบบสัญชาติญาณที่เรียกว่า Quick Kill ซึ่งจะมองชัดที่เป้าหมายเป็นหลัก (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง Instinct shooting)
การเล็งแบบนี้จะมองชัดที่ศูนย์หน้าเป็นหลัก โดยยกปืนขึ้นสู่ระดับสายตา ให้แนวศูนย์หน้าและหลังอยู่ในระนาบเดียวกันตลอด เมื่อต้องการยิงที่ตำแหน่งใดก็นำศูนย์หน้าไปทาบกับเป้าหมายแล้วทำการเหนี่ยวไกทันที
ประโยชน์ของ Flash Sight Picture คือ สามารถทำการยิงได้เร็วและแม่นยำ เป็นรูปแบบหนึ่งซึ่งนิยมใช้ในการยิงระบบต่อสู้เช่นกัน
การฝึกยิงรูปแบบนี้ควรเริ่มจากช้าๆก่อน แล้วค่อยๆเร่งความเร็วขึ้น ยิงทีละนัดและดูผลการยิง หลังจากนั้นก็เพิ่มจำนวนวงกระสุนให้มากขึ้นในการยิงแต่ละรอบ
ภัยคุกคามในระยะใกล้นั้นเรามีเวลาตอบสนองสั้นมาก การเล็งปืนแบบ Flash Sight Picture ทำให้สามารถทำการยิงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ศูนย์หน้าที่มีจุดสีหรือหลอดสี (Fiber optics) จะทำให้ใช้วิธีนี้ได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมองเห็นศูนย์หน้าได้ชัดขึ้น (เห็นได้ง่ายกว่าศูนย์หน้าที่เป็นเหล็กรมดำธรรมดา)
การมองชัดที่เป้าหมายขณะยิงตลอดเวลาตามวิธีการยิงด้วยสัญชาติญาณนั้น บางคนเชื่อว่าเป็นการยากที่จะเห็นตำแหน่งที่ยิงถูกเป้าหมายเพราะขึ้นกับสีเสื้อผ้าที่คนร้ายใส่ เราต้องดูจากปฏิกิริยาของเป้าหมายที่ตอบสนองต่อการถูกยิง ดังนั้นบางคนจึงแนะนำให้ดูที่ศูนย์หน้าดีกว่าตามวิธีดังกล่าว
ไม่ว่าการยิงในรูปแบบใดต่างก็มีข้อดี ข้อด้อย ข้อจำกัด ด้วยกันทั้งสิ้น การฝึกฝนและเลือกนำวิธีการต่างๆมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองในการเผชิญกับภัยคุกคามที่ร้ายแรง
การยิงปืนต่อสู้ในสถานการณ์จริงนั้นมักเกิดขึ้นในระยะใกล้ ดังนั้นเราต้องสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การฝึกยิงรูปแบบนี้อาจสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตายได้
TAS สอนการยิงปืนฉับพลันซึ่ง Flash Sight Picture เป็นรูปแบบหนึ่งที่ทำการสอนให้ผู้รับการฝึกได้เรียนรู้
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Flash Sight Picture ของ Erik Lawrence & Mike Pannone
Thursday, October 28, 2010
Thursday, October 21, 2010
Voice Power
Voice Power
ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1980s มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจเกิดขึ้นที่เมือง San Diego ของอเมริกา บริเวณแถบนี้เป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีร้านค้า ผับ บาร์ ผู้คนมากมายและก็เต็มไปด้วยอาชญากรรมเช่นกัน
กลางดึกของคืนหนึ่งตำรวจสายตรวจสองนายได้รับแจ้งว่ามีขโมยเข้าไปในร้านขายพิซซ่าแห่งหนึ่งย่าน Broadway ตำรวจทั้งสองรีบไปที่เกิดเหตุทันทีและเห็นประตูหน้าร้านซึ่งเป็นกระจกมีร่องรอยถูกกระแทกแตก ด้านหลังห้องครัวมีบันไดขึ้นไปยังห้องเก็บของของร้านขายพิซซ่า
ตำรวจทั้งสองนายพกปืนสั้นขนาด .38 Special ของ Smith & Wesson (ตำรวจยุคนั้นพกแต่ปืนลูกโม่เป็นหลัก) และมีไฟฉายในมือ ทั้งคู่ตรวจชั้นล่างจนทั่วไม่พบผู้ต้องสงสัย จึงขึ้นไปยังชั้นบนโดยตำรวจนายแรกเดินขึ้นบันไดไปก่อน ในขณะที่เพื่อนคอยคุ้มกันอยู่ที่ทางขึ้นของบันไดชั้นล่าง
ทันทีที่ตำรวจนายแรกขึ้นไปถึงก็พบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในเงามืดพร้อมกับเสียงดังจากการรื้อค้นข้าวของ เขาจึงพูดออกไปยังผู้ต้องสงสัยตามระเบียบที่ได้ฝึกมาว่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ San Diego และสั่งต่อว่า “หยุดอยู่กับที่!” ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติที่ตำรวจใช้กันทั่วไป
แสงจากไฟฉายเผยให้เห็นมีดทำครัวยาวแปดนิ้วในมือของคนร้ายอย่างชัดเจน นายตำรวจคนที่สอง (Cover officer) ตามขึ้นมาอย่างกระชัดชิดคอยคุ้มกันให้เพื่อน (Contact officer) ในขณะที่เขาออกคำสั่งไปยังคนร้ายเบื้องหน้า (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง Contact and Cover Principle)
ตำรวจนายแรกเริ่มใช้คำพูดก้าวร้าวมากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังลั่น “ทิ้งมีด!, ทิ้งมีดสิโว้ย!,….” คำพูดหยาบคายจากตำรวจนายนั้นพลั่งพลูออกมาอยู่หลายนาทีเพื่อให้คนร้ายวางอาวุธ แต่คนร้ายกลับไม่ไหวติงในขณะที่ปืนของตำรวจนายนั้นยังคงจับจ้องไปที่คนร้ายอย่างไม่คลาดสายตา เขายังคงตะโกนสั่งคนร้ายด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ในสมัยนั้นไม่มีการตามหน่วย SWAT ไม่มีกระสุนยาง ไม่มีแก็สน้ำตา ไม่มีปืนช็อตไฟฟ้า ไม่มีหน่วยเจรจาต่อรอง มีเพียงตำรวจซึ่งเผชิญเหตุกับปืนและกระสุนจริงในมือเท่านั้น
คนร้ายยืนห่างออกไปประมาณสิบฟุต หากเขาบุกเข้าหาตำรวจก็เพียงสองถึงสามก้าวเท่านั้น และเสื้อเกราะอ่อนของตำรวจนั้นไม่สามารถหยุดความคมของมีดได้
เมื่อแสงไฟส่องมาที่ใบหน้าคนร้ายดูเหมือนแสงไฟนั้นจะทำให้คนร้ายชะงักไปชั่วขณะ ในที่สุดเขาก็ทิ้งมีดลงและยอมแพ้ในที่สุด
คนร้ายถูกนำมาที่สถานีตำรวจ เขาถูกสอบถามโดยนายตำรวจคนแรกว่า คุณรู้หรือไม่ว่าผมเกือบจะยิงคุณอยู่แล้วหากคุณไม่ทิ้งมีดลงก่อน คนร้ายรู้สึกดีใจที่นายตำรวจได้แสดงตัวให้เขารู้ก่อน ตำรวจคนนั้นถามต่อทันที “แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?” จากน้ำเสียงของผมรึ? ... ไม่ใช่ งั้นจากเครื่องแบบของผม? …ไม่ใช่ หรือจากปากกระบอกปืนในมือของผม? ... ไม่ใช่ แล้วมันอะไรกันล่ะ?
คนร้ายบอกว่า เขาเริ่มได้ยินสิ่งที่นายตำรวจคนนั้นสั่ง เมื่อคู่หูของคุณเริ่มอุดหูของเขา (แสดงว่าตะโกนดังมาก)
ในภาวะที่ตื่นเต้นประสาทสัมผัสบางอย่างจะจำกัดลง เช่น การมองเห็นจะเป็นลักษณะที่ชัดเฉพาะตรงกลางที่เรียกว่า Tunnel vision และการได้ยินจะลดลง
เหตุการณ์นี้นำไปสู่รูปแบบการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการใช้ “พลังเสียง” มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้คำสั่งต่อคนร้ายด้วยภาษาที่ใช้กันตามท้องถนน (Street phases) พบว่าได้ผลดีกว่าการใช้คำพูดพื้นๆทั่วไป
การใช้น้ำเสียงที่ก้าวร้าวและดังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อออกคำสั่งคนร้ายนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็สามารถนำมาใช้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรง นอกจากเป็นการข่มขวัญคนร้ายแล้วยังเป็นการปลุกเร้าความตื่นตัวของเราเองอีกด้วย
“พลังเสียง” เป็นอาวุธอย่างหนึ่งซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายเบื้องหน้ายุติลงโดยปราศจากความรุนแรงก็ได้
TAS สอนให้ผู้รับการฝึกใช้พลังเสียงในการออกคำสั่งคนร้าย ก่อนทำการยิงตั้งแต่ TAS 1
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง The Light Bulb ของ Bud Johnson
ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1980s มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจเกิดขึ้นที่เมือง San Diego ของอเมริกา บริเวณแถบนี้เป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีร้านค้า ผับ บาร์ ผู้คนมากมายและก็เต็มไปด้วยอาชญากรรมเช่นกัน
กลางดึกของคืนหนึ่งตำรวจสายตรวจสองนายได้รับแจ้งว่ามีขโมยเข้าไปในร้านขายพิซซ่าแห่งหนึ่งย่าน Broadway ตำรวจทั้งสองรีบไปที่เกิดเหตุทันทีและเห็นประตูหน้าร้านซึ่งเป็นกระจกมีร่องรอยถูกกระแทกแตก ด้านหลังห้องครัวมีบันไดขึ้นไปยังห้องเก็บของของร้านขายพิซซ่า
ตำรวจทั้งสองนายพกปืนสั้นขนาด .38 Special ของ Smith & Wesson (ตำรวจยุคนั้นพกแต่ปืนลูกโม่เป็นหลัก) และมีไฟฉายในมือ ทั้งคู่ตรวจชั้นล่างจนทั่วไม่พบผู้ต้องสงสัย จึงขึ้นไปยังชั้นบนโดยตำรวจนายแรกเดินขึ้นบันไดไปก่อน ในขณะที่เพื่อนคอยคุ้มกันอยู่ที่ทางขึ้นของบันไดชั้นล่าง
ทันทีที่ตำรวจนายแรกขึ้นไปถึงก็พบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในเงามืดพร้อมกับเสียงดังจากการรื้อค้นข้าวของ เขาจึงพูดออกไปยังผู้ต้องสงสัยตามระเบียบที่ได้ฝึกมาว่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ San Diego และสั่งต่อว่า “หยุดอยู่กับที่!” ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติที่ตำรวจใช้กันทั่วไป
แสงจากไฟฉายเผยให้เห็นมีดทำครัวยาวแปดนิ้วในมือของคนร้ายอย่างชัดเจน นายตำรวจคนที่สอง (Cover officer) ตามขึ้นมาอย่างกระชัดชิดคอยคุ้มกันให้เพื่อน (Contact officer) ในขณะที่เขาออกคำสั่งไปยังคนร้ายเบื้องหน้า (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง Contact and Cover Principle)
ตำรวจนายแรกเริ่มใช้คำพูดก้าวร้าวมากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังลั่น “ทิ้งมีด!, ทิ้งมีดสิโว้ย!,….” คำพูดหยาบคายจากตำรวจนายนั้นพลั่งพลูออกมาอยู่หลายนาทีเพื่อให้คนร้ายวางอาวุธ แต่คนร้ายกลับไม่ไหวติงในขณะที่ปืนของตำรวจนายนั้นยังคงจับจ้องไปที่คนร้ายอย่างไม่คลาดสายตา เขายังคงตะโกนสั่งคนร้ายด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ในสมัยนั้นไม่มีการตามหน่วย SWAT ไม่มีกระสุนยาง ไม่มีแก็สน้ำตา ไม่มีปืนช็อตไฟฟ้า ไม่มีหน่วยเจรจาต่อรอง มีเพียงตำรวจซึ่งเผชิญเหตุกับปืนและกระสุนจริงในมือเท่านั้น
คนร้ายยืนห่างออกไปประมาณสิบฟุต หากเขาบุกเข้าหาตำรวจก็เพียงสองถึงสามก้าวเท่านั้น และเสื้อเกราะอ่อนของตำรวจนั้นไม่สามารถหยุดความคมของมีดได้
เมื่อแสงไฟส่องมาที่ใบหน้าคนร้ายดูเหมือนแสงไฟนั้นจะทำให้คนร้ายชะงักไปชั่วขณะ ในที่สุดเขาก็ทิ้งมีดลงและยอมแพ้ในที่สุด
คนร้ายถูกนำมาที่สถานีตำรวจ เขาถูกสอบถามโดยนายตำรวจคนแรกว่า คุณรู้หรือไม่ว่าผมเกือบจะยิงคุณอยู่แล้วหากคุณไม่ทิ้งมีดลงก่อน คนร้ายรู้สึกดีใจที่นายตำรวจได้แสดงตัวให้เขารู้ก่อน ตำรวจคนนั้นถามต่อทันที “แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?” จากน้ำเสียงของผมรึ? ... ไม่ใช่ งั้นจากเครื่องแบบของผม? …ไม่ใช่ หรือจากปากกระบอกปืนในมือของผม? ... ไม่ใช่ แล้วมันอะไรกันล่ะ?
คนร้ายบอกว่า เขาเริ่มได้ยินสิ่งที่นายตำรวจคนนั้นสั่ง เมื่อคู่หูของคุณเริ่มอุดหูของเขา (แสดงว่าตะโกนดังมาก)
ในภาวะที่ตื่นเต้นประสาทสัมผัสบางอย่างจะจำกัดลง เช่น การมองเห็นจะเป็นลักษณะที่ชัดเฉพาะตรงกลางที่เรียกว่า Tunnel vision และการได้ยินจะลดลง
เหตุการณ์นี้นำไปสู่รูปแบบการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการใช้ “พลังเสียง” มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้คำสั่งต่อคนร้ายด้วยภาษาที่ใช้กันตามท้องถนน (Street phases) พบว่าได้ผลดีกว่าการใช้คำพูดพื้นๆทั่วไป
การใช้น้ำเสียงที่ก้าวร้าวและดังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อออกคำสั่งคนร้ายนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็สามารถนำมาใช้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรง นอกจากเป็นการข่มขวัญคนร้ายแล้วยังเป็นการปลุกเร้าความตื่นตัวของเราเองอีกด้วย
“พลังเสียง” เป็นอาวุธอย่างหนึ่งซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายเบื้องหน้ายุติลงโดยปราศจากความรุนแรงก็ได้
TAS สอนให้ผู้รับการฝึกใช้พลังเสียงในการออกคำสั่งคนร้าย ก่อนทำการยิงตั้งแต่ TAS 1
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง The Light Bulb ของ Bud Johnson
Friday, October 15, 2010
A Mistake of 1911 Handling
A Mistake of 1911 Handling
ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ รุ่น 1911 เป็นที่นิยมมานานโดยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นหนึ่งในปืนที่มีการลอกเลียนแบบและพัฒนามายาวนาน เป็นที่นิยมทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน มีความเชื่อถือได้ของระบบปฎิบัติการและอำนาจหยุดยั้งที่มั่นใจได้ของกระสุนขนาด .45 นิ้ว
นาย Clint Smith เป็นคนหนึ่งซึ่งใช้ปืน 1911 เป็นอาวุธประจำกายมากว่า 40 ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าวเขาได้เห็นข้อบกพร่องของการใช้ปืน 1911 ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การวางนิ้วโป้งอยู่ใต้คัน Safety ซึ่งนักกีฬายิงปืนบางคนอาจวางนิ้วโป้งในลักษณะดังกล่าว แต่เขามีประสบการณ์เห็นนักเรียนของเขาซึ่งบางคนก็เป็นนักกีฬายิงปืนได้ทำการยกคัน Safety ขึ้นโดยไม่ตั้งใจในขณะที่กำลังฝึกซ้อมอะไรหลายอย่างพร้อมๆกัน เป็นผลให้ไม่สามารถทำการยิงได้
ดังนั้นที่ถูกต้องแล้วควรวางนิ้วโป้งไว้เหนือคัน Safety เสมอ ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆซึ่งเราจะทำการยกคัน Safety ขึ้นเพื่อทำให้ปืนปลอดภัย (เมื่อยกคัน Safety ขึ้นจะทำให้เหนี่ยวไกไม่ได้ และสไลด์ถูกล็อกไม่สามารถเคลื่อนถอยหลังได้)
ปืนที่มีคัน Safety ข้างเดียวถือว่าดีที่สุด และสามารถฝึกการใช้คัน Safety ด้วยมืออีกข้างได้ไม่ยากนัก ส่วนปืนที่มีคัน Safety ทั้งสองข้าง (Ambi-safeties) ก็เหมาะสำหรับบุคคลซึ่งถนัดซ้าย การใช้คัน Safety ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างของปืน (Enlarged ambi-safeties) ซึ่งถูกนำมาใช้ในการแข่งขันยิงปืนในช่วงกลางจนถึงปลาย ค.ศ. 1970
นาย Clint Smith เคยใช้คัน Safety แบบทั้งสองข้างของปืนในการแข่งขันยิงปืนและการพกพาประจำวัน เขากลับพบว่าปืนมีการปลด Safety เองโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยครั้งในขณะที่ปืนยังอยู่ในซองปืนซึ่งพกพาประจำเนื่องจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นเขาต้องคอยตรวจสอบการขึ้นคัน Safety เป็นประจำจนในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนกลับมาใช้คัน Safety แบบข้างเดียวซึ่งมีปัญหานี้น้อยกว่ามาก
สำหรับคัน Safety ยิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกกระแทกจนปลดคัน Safety โดยไม่ตั้งใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสำหรับคนมือเล็กอาจเปลี่ยนคัน Safety ให้เล็กลงจะดีกว่า
นาย Clint Smith เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่อันตรายจนต้องใช้อาวุธปืนนั้น เขาจะปลดคัน Safety ลงและนิ้วสัมผัสไกปืนพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ โดยขึ้นอยู่กับการกระทำของภัยคุกคามเบื้องหน้าเป็นตัวตัดสินการตอบสนองของเขาในการใช้อาวุธปืน
ปืนไม่ว่ารุ่นใดแบบใดจะมีทั้งข้อดีและข้อด้อยเสมอ การเรียนรู้ข้อบกพร่องหรือข้อจำกัดของปืนที่เราใช้งานประจำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มีความปลอดภัยทั้งในขณะพกพาและใช้งาน
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Safety Stuff ของ Clint Smith
ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ รุ่น 1911 เป็นที่นิยมมานานโดยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นหนึ่งในปืนที่มีการลอกเลียนแบบและพัฒนามายาวนาน เป็นที่นิยมทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน มีความเชื่อถือได้ของระบบปฎิบัติการและอำนาจหยุดยั้งที่มั่นใจได้ของกระสุนขนาด .45 นิ้ว
นาย Clint Smith เป็นคนหนึ่งซึ่งใช้ปืน 1911 เป็นอาวุธประจำกายมากว่า 40 ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าวเขาได้เห็นข้อบกพร่องของการใช้ปืน 1911 ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การวางนิ้วโป้งอยู่ใต้คัน Safety ซึ่งนักกีฬายิงปืนบางคนอาจวางนิ้วโป้งในลักษณะดังกล่าว แต่เขามีประสบการณ์เห็นนักเรียนของเขาซึ่งบางคนก็เป็นนักกีฬายิงปืนได้ทำการยกคัน Safety ขึ้นโดยไม่ตั้งใจในขณะที่กำลังฝึกซ้อมอะไรหลายอย่างพร้อมๆกัน เป็นผลให้ไม่สามารถทำการยิงได้
ดังนั้นที่ถูกต้องแล้วควรวางนิ้วโป้งไว้เหนือคัน Safety เสมอ ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆซึ่งเราจะทำการยกคัน Safety ขึ้นเพื่อทำให้ปืนปลอดภัย (เมื่อยกคัน Safety ขึ้นจะทำให้เหนี่ยวไกไม่ได้ และสไลด์ถูกล็อกไม่สามารถเคลื่อนถอยหลังได้)
ปืนที่มีคัน Safety ข้างเดียวถือว่าดีที่สุด และสามารถฝึกการใช้คัน Safety ด้วยมืออีกข้างได้ไม่ยากนัก ส่วนปืนที่มีคัน Safety ทั้งสองข้าง (Ambi-safeties) ก็เหมาะสำหรับบุคคลซึ่งถนัดซ้าย การใช้คัน Safety ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างของปืน (Enlarged ambi-safeties) ซึ่งถูกนำมาใช้ในการแข่งขันยิงปืนในช่วงกลางจนถึงปลาย ค.ศ. 1970
นาย Clint Smith เคยใช้คัน Safety แบบทั้งสองข้างของปืนในการแข่งขันยิงปืนและการพกพาประจำวัน เขากลับพบว่าปืนมีการปลด Safety เองโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยครั้งในขณะที่ปืนยังอยู่ในซองปืนซึ่งพกพาประจำเนื่องจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นเขาต้องคอยตรวจสอบการขึ้นคัน Safety เป็นประจำจนในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนกลับมาใช้คัน Safety แบบข้างเดียวซึ่งมีปัญหานี้น้อยกว่ามาก
สำหรับคัน Safety ยิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกกระแทกจนปลดคัน Safety โดยไม่ตั้งใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสำหรับคนมือเล็กอาจเปลี่ยนคัน Safety ให้เล็กลงจะดีกว่า
นาย Clint Smith เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่อันตรายจนต้องใช้อาวุธปืนนั้น เขาจะปลดคัน Safety ลงและนิ้วสัมผัสไกปืนพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ โดยขึ้นอยู่กับการกระทำของภัยคุกคามเบื้องหน้าเป็นตัวตัดสินการตอบสนองของเขาในการใช้อาวุธปืน
ปืนไม่ว่ารุ่นใดแบบใดจะมีทั้งข้อดีและข้อด้อยเสมอ การเรียนรู้ข้อบกพร่องหรือข้อจำกัดของปืนที่เราใช้งานประจำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มีความปลอดภัยทั้งในขณะพกพาและใช้งาน
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Safety Stuff ของ Clint Smith
Subscribe to:
Posts (Atom)










