วันจันทร์, พฤศจิกายน 9, 2009

Dry Fire











Dry Fire

กระสุนปลอม ที่เราเรียกกันว่า กระสุนดัมมี่ (Dummy bullet) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อทำการฝึกยิงแห้ง (Dry fire) หรือการยิงโดยไม่ใช้กระสุนจริง เพื่อลดโอกาสที่เข็มแทงฉนวนจะหักจากการกระแทก ซึ่งแตกต่างจากกระสุนปลอมที่เราเรียกว่า กระสุนแบล็ง (Blank bullet) ซึ่งสามารถยิงได้แต่ไม่มีหัวกระสุนที่เป็นโลหะพุ่งออกไป (มักใช้กระดาษปิดปลายปลอกด้านหัวกระสุนไว้) และใส่ดินขับที่ไม่แรง จึงมีแต่เสียงดังคล้ายปืนแต่ไม่มีอันตรายมากนัก (ยกเว้นจ่อปากกระบอกปืนชิดหรือใกล้ผิวหนัง อาจทำให้เกิดแรงกระแทกจนเป็นอันตรายได้) มักใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการฝึกซ้อมทางตำรวจหรือทหารซึ่งต้องการเพียงเสียงดังของอาวุธปืนเท่านั้น

ในการยิงปืนปกติเมื่อทำการเหนี่ยวไกปืน นกสับจะส่งเข็มแทงฉนวนไปกระแทกจานท้ายปลอกกระสุนบริเวณแค็บจุดฉนวน (Primer) เพื่อให้เกิดการระเบิดเผาไหม้ของดินปืนภายในปลอกกระสุนอย่างรวดเร็วส่งหัวกระสุนออกไป การที่มีจานท้ายปลอกกระสุนรองรับเข็มแทงฉนวนไว้ทำให้แรงจากการดีดกลับของนกสับถูกถ่ายทอดไปยังจานท้ายปลอกกระสุนผ่านทางเข็มแทงฉนวน เราจึงเห็นว่าบริเวณแค็บจุดฉนวนที่จานท้ายปลอกกระสุนมีรอยยุบตัวจากเข็มแทงฉนวนที่กระแทกเข้ามา แต่เมื่อทำการยิงแห้งโดยไม่ใส่กระสุนไว้ แรงทั้งหมดจากการดีดกลับของนักสับจะถ่ายทอดไปยังเข็มแทงฉนวนโดยไม่มีตัวรับแรงต่อ เป็นเหตุให้เข็มแทงฉนวนมีอาการล้าตัวและอาจหักได้ในที่สุด

การฝึกยิงแห้งที่เหมาะสมจึงควรใส่กระสุนดัมมี่ไว้ด้วยเพื่อลดโอกาสการหักของเข็มแทงฉนวน โดยกระสุนดัมมี่ที่ดีนั้นบริเวณซึ่งเข็มแทงฉนวนกระแทกควรทำจากวัสดุที่ไม่แข็งมากนัก เช่น ทองเหลือง หรือ ยาง บางแบบอาจมีสปริงอยู่ภายในตัวกระสุนด้วยเพื่อช่วยดูดซับแรงกระแทกของเข็มแทงฉนวน

การฝึกยิงแห้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดทักษะการยิงปืนที่ดี โดยเฉพาะการเหนี่ยวไกปืนอย่างถูกต้องนั้นจำเป็นจะต้องฝึกฝนบ่อยๆจนเกิดความเคยชิน การฝึกยิงแห้งด้วยกระสุนดัมมี่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและถนอมเข็มแทงฉนวน

ในการฝึกยิงแห้งนั้นก็ยังคงต้องยึดกฎแห่งความปลอดภัยของการใช้อาวุธปืนอยู่ เช่น หันปากกระบอกปืนไปในทิศทางที่ปลอดภัยเท่านั้น เป็นต้น การฝึกยิงแห้งบ่อยๆทำให้เราคุ้นเคยกับปืนที่เราใช้งานประจำสามารถฝึกที่บ้านได้

กระสุนดัมมี่ยังสามารถใช้ฝึกการบรรจุกระสุน ฝึกการแก้ไขเหตุติดขัดระหว่างการยิง ซึ่งทักษะเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งในการยิงปืนระบบต่อสู้ เช่น การฝึกบรรจุกระสุนโดยสายตามองที่เป้าหมายตลอด (ไม่มองที่กระสุนซึ่งกำลังบรรจุ จึงต้องใช้ความรู้สึกที่ปลายนิ้วและการเคลื่อนไหวของนิ้วอย่างแม่นยำจนเกิดความเคยชิน) การที่สายตามองเป้าหมายขณะบรรจุกระสุนช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ เห็นความเคลื่อนไหวของภัยคุกคามได้ตลอดเวลา และเมื่อไม่ต้องมองกระสุนขณะบรรจุจึงสามารถบรรจุกระสุนได้แม้ในภาวะแสงต่ำ หากฝึกด้วยกระสุนจริงอาจพลาดทำให้กระสุนตกพื้นเกิดความเสียหายที่ตัวกระสุนได้

กระสุนดัมมี่ที่ไม่มีส่วนพิเศษสำหรับรองรับเข็มแทงฉนวนจึงเหมาะกับการฝึกบรรจุกระสุนเท่านั้น หากนำมายิงแห้งเข็มแทงฉนวนอาจหักจากการที่ไปกระแทกกับโลหะแข็งของปลอกกระสุนได้ แต่กระสุนเหล่านี้มักมีรูปร่างและน้ำหนักเหมือนกระสุนจริงอย่างมาก ส่วนกระสุนดัมมี่ที่ใช้ฝึกยิงแห้งนั้นบางแบบอาจมีน้ำหนักหรือรูปร่างไม่เหมือนกระสุนจริงนัก รวมทั้งวัสดุที่ทำอาจมีความแตกต่างกันได้ เช่น พลาสติก หรือ โลหะ เป็นต้น เราจึงควรเลือกกระสุนดัมมี่ให้ถูกวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

นักยิงปืนที่ดีและเก็งนั้นนอกจากการฝึกยิงปืนที่สนามยิงปืนแล้ว การฝึกยิงแห้งด้วยกระสุนดัมมี่ก็ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาทักษะการยิงปืน

TAS สอนการบรรจุกระสุนโดยให้สายตามองที่เป้าหมายตลอด รวมทั้งสอนวิธีแก้ไขเหตุติดขัดของปืนขณะทำการยิง

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman

วันพุธ, พฤศจิกายน 4, 2009


























ท่ายืนยิงปืนสั้นระบบต่อสู้
3 ท่า

(Isosceles, Weaver, Chapman)

ท่ายืนยิงเหล่านี้เป็นท่ายิงปืนด้วยสองมือที่นิยมใช้กัน โดยทั้งสามท่าเป็นท่ามาตรฐานที่มักสอนกันทั่วไป

- Weaver stance ถูกคิดค้นขึ้นโดย นายตำรวจชื่อ Jack Weaver ชาวอเมริกัน ในช่วง ค.ศ. 1959 ซึ่งเขาแข่งขันชนะเลิศการยิงปืนหลายรายการจนมีชื่อเสียงด้วยท่ายิงที่แตกต่างจากคนอื่น (สมัยนั้นส่วนใหญ่ถือปืนยิงด้วยมือเดียว) จนบิดาของการยิงปืนสั้นสมัยใหม่อย่าง Jeff Cooper แนะนำให้ใช้ท่านี้เป็นหลักในการยิงปืนสั้นด้วยสองมือ (โดยเฉพาะที่สถาบันสอนยิงปืน Gunsite ของ Jeff Cooper)

ผู้ยิงที่ถนัดขวายืนเท้าห่างประมาณไหล่และถอยเท้าขวาไปข้างหลังครึ่งก้าวลำตัวเอียงประมาณ 45 องศาเข้าหาเป้า มือหลักที่ถือปืนยื่นออกไปข้างหน้าและงอข้อศอกเล็กน้อย(เกือบเหยียดตรง) มืออีกข้างจับรอบมือหลักช่วยพยุงปืนโดยงอข้อศอกมากกว่ามือหลักและทิศทางลงล่าง

ในการยิงปืนระบบต่อสู้จะงอเข่าทั้งสองข้างและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อการทรงตัวที่ดี สามารถทำการเคลื่อนที่ได้ง่ายและควบคุมแรงถีบของปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท่ายิงนี้สามารถรับแรงถีบของปืนที่ใช้กระสุนขนาดใหญ่ได้ดีและทำการยิงซ้ำได้เร็ว เป็นที่นิยมอย่างมากในอเมริกาและอีกหลายประเทศ รวมทั้งในภาพยนตร์แนวบู๊ล้างผลาญของฮอลลีวูด

- Chapman stance หรือ Modified Weaver stance ถูกคิดค้นขึ้นโดย นาย Ray Chapman ชาวอเมริกัน เป็นนักยิงปืนในรุ่นราวคราวเดียวกับ Jeff Cooper เขาได้เห็นจุดเด่นของท่า Weaver stance และนำมาดัดแปลงเล็กน้อย โดยให้แขนข้างมือหลักที่ถือปืนเหยียดตรงออกไป เพื่อให้การถือปืนมีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากใช้กล้ามเนื้อและกระดูกของแขนที่เหยียดตรงช่วยในการคุมปืน ทำให้ท่านี้ใช้ได้ง่ายกว่า Weaver stance ในคนที่กล้ามเนื้อท่อนบนของร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก

ในการยิงปืนระบบต่อสู้จะงอเข่า ย่อตัวลง และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย นอกจากนั้นหากยกไหล่ข้างมือหลักที่ถือปืนขึ้นแนบแก้มและเล็งด้วยตาข้างเดียวกันจะทำให้แนวปืนมีความแม่นยำมากขึ้น คล้ายกับพานท้ายปืนยาวที่แนบแก้ม มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อทำการยิงในภาวะแสงต่ำ เพราะหน้า แขน มือ และปืน จะอยู่ในแนวเดียวกันตลอดทำให้รู้ว่าแนวปืนอยู่ที่ใดแม้จะมองไม่เห็นในความมืดก็ตาม

- Isosceles stance คำว่า Isosceles หากแปลตามตัวแล้วหมายถึง มีด้านเท่ากันสองด้าน เช่น สามเหลี่ยมด้านเท่า หรือ Isosceles triangle เป็นต้น สำหรับการยิงปืนแล้วผู้ยิงจะถือปืนด้วยสองมือโดยหันหน้าและลำตัวเข้าหาเป้าหมายหรือประจันหน้ากับเป้าหมายตรงๆ เท้าทั้งสองข้างแยกห่างออกจากกันกว้างประมาณไหล่ของผู้ยิงเข่าและแขนทั้งสองข้างเหยียดตึง ปืนจะอยู่แนวกลางตัวระดับสายตา ท่านี้ได้รับความนิยมตั้งแต่ นาย Brian Enos และนาย Rob Leatham ใช้ท่ายิงนี้ชนะเลิศการแข่งขัน IPSC หลายรายการในปี ค.ศ. 1980

ในการยิงปืนระบบต่อสู้ต้องงอเข่า ย่อตัวลง และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ศูนย์ถ่วงของลำตัวต่ำลงมีความมั่นคงในการยืนและง่ายแก่การเคลื่อนที่ โน้มตัวส่วนบนตั้งแต่เอวขึ้นไปมาข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อสามารถรับแรงถีบของปืนได้ดีขึ้น เมื่อทำการยิงหลายเป้าหมายให้หมุนลำตัวส่วนบนตั้งแต่เอวขึ้นไปหันไปทางเป้าหมายนั้นๆ

ท่านี้ไม่ค่อยนิยมในการยิงระบบต่อสู้มากนักโดยเฉพาะในอเมริกา เพราะการที่หันลำตัวเข้าหาภัยคุกคามโดยตรงเป็นการเปิดกว้างให้เห็นเป้าหมายที่ใหญ่และง่ายแก่การถูกยิงจากภัยคุกคามเช่นกัน (การยิงปืนระบบต่อสู้มักเล็งปืนไปยังเป้าหมายที่ใหญ่ไว้ก่อนโดยเฉพาะลำตัว) อีกทั้งไม่ค่อยสะดวกนักในการที่จะทำการเคลื่อนที่ แต่ผู้เชียวชาญบางท่านคิดว่าท่านี้มีประสิทธิภาพดีกว่า Weaver ในด้านความแม่นยำ และใช้ในการยิงระบบต่อสู้ได้เช่นกัน

อีกทั้งท่านี้กลับได้รับความนิยมในอิสราเอล โดยเฉพาะหลักสูตร Krav Maga ซึ่งใช้ท่านี้เป็นหลัก โดยจะกางขาออกกว้างและงอเข่ามากจนเรียกว่าเป็นท่าขี้ม้าของอิสราเอล (Straddle or Horse stance)

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้ความเห็นว่า หากใส่เสื้อเกราะกันกระสุน การยิงท่านี้จะปลอดภัยกว่าท่าอื่นซึ่งหันด้านข้างของลำตัวเข้าหาเป้าหมาย เพราะเสื้อเกราะจะแข็งแกร่งเฉพาะด้านหน้าที่ปกป้องลำตัวเท่านั้น

ท่ายิงทั้งสามสามารถใช้ในการยิงปืนระบบต่อสู้ได้ทั้งสิ้น แต่ละท่ามีทั้งข้อดีและข้อด้อย จึงควรฝึกฝนให้ชำนาญเพื่อสามารถเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้เต็มประสิทธิภาพ ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าท่ายิงใดดีที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็ยังแตกต่างกันอยู่ เมื่อเรารู้สึกว่าถนัดกับท่าใดเป็นพิเศษก็ให้ใช้ท่านั้นเป็นหลัก (ท่านั้นจะต้องถนัดในการยิงเป้าหมายหลายระยะ หลายเป้าหมาย เคลื่อนที่ยิงและยิงเป้าเคลื่อนที่)

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2009

Making A Point
























Making A Point

มีข้อโต้เถียงกันมากมายเกี่ยวกับรูปแบบการเล็งปืนระหว่าง การเล็งยิงโดยมองศูนย์ปืน (Sighted fire) กับการยิงด้วยสัญชาติญาณ (Point-shooting) นาย Dave Spaulding รู้สึกประหลาดใจมากว่าทำไมโลกของการยิงปืนรู้สึกว่าต้องพยายามให้เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เขาเริ่มถามผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ในสถานการณ์จริงตั้งแต่เขาอยู่โรงเรียนตำรวจในปี 1976 เป็นต้นมา หนึ่งในคำถามที่เขามักถามบ่อยๆก็คือ คุณจำได้ไหมว่าขณะที่ทำการยิงต่อสู้นั้นคุณเล็งปืนอย่างไร มองศูนย์หรือไม่มองศูนย์ปืน บ่อยครั้งที่คำตอบนั้นทำให้รู้สึกประหลาดใจ

ตามที่พวกเขาเหล่านั้นตอบมา ทุกคนพูดเหมือนกันว่าในช่วงที่เขารู้สึกตกใจมากและต้องยกปืนขึ้นทำการยิงทันทีนั้นไม่ได้มองศูนย์ปืนเลย เรียกว่ากำลังอยู่ในช่วงตื่นตระหนก (Panic mode)

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ Point Shooting--Fact or Fallacy เขียนโดย Randy Watt เป็นตำรวจหัวหน้าหน่วยพิเศษในเมือง Ogden รัฐ Utah ของอเมริกา เขาได้ทำการวิจัยภายในหน่วยของเขาเองดูว่าการยิงแบบ Point-shooting นั้นเหนือกว่าหรือด้อยกว่าการยิงแบบมองศูนย์ปืน

การศึกษาพบว่า Point-shooting นั้นประสิทธิภาพจะลดลงตามระยะห่างของเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น แต่ก่อนนั้นหลายคนคุยว่า Point-shooting นั้นมีประสิทธิภาพดีจนถึงระยะ 25 หลา แต่สำหรับการศึกษาที่ Ogden นั้นพบว่า ภายในระยะไม่เกิน 5 หลาการยิงทั้งสองวิธีให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อระยะห่างเกิน 7 หลาพบว่าความแม่นยำลดลงชัดเจนเมื่อยิงด้วยวิธี Point-shooting

มีคนจำนวนมากพูดถึงความสามารถของมนุษย์ในการใช้ศูนย์ปืนขณะยิงต่อสู้ ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นไว้ว่า ขณะที่ระบบประสาทซิมพาทีทิค (Sympathetic nervous system, เป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานขณะที่มีความตื่นเต้น) ทำงาน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่การต่อสู้ ตาจะจ้องเขม่งไปที่ภัยคุกคามเพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ร่างกายต้องการรู้ว่าภัยคุกคามกำลังทำอะไรเพื่อที่จะตัดสินใจและทำการตอบสนอง สมองต้องการข้อมูลที่ทันการณ์ (Real time information) ซึ่งจะส่งตรงมาจากการมองเห็น มันจะเป็นจริงได้หรือที่ใครสักคนจะละสายตาไปจากภัยคุกคามที่กำลังจะเข้ามาฆ่าเขาเพื่อไปมองเจ้าชิ้นโลหะเล็กๆที่กระบอกปืน

เรารู้ว่าพื้นฐานการยิงปืนที่ดีทำให้เกิดความแม่นยำ โดยพื้นฐานประกอบด้วย การกำด้ามปืน ตำแหน่งร่างกาย แนวปืนกับเป้า รูปแบบการเล็ง (Sight picture) การเหนี่ยวไกอย่างเหมาะสม ถ้าเราละเลยพื้นฐานการยิงปืนความแม่นยำก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วการยิงแบบ Point-shooting นั้นถือว่าละเลยพื้นฐานการยิงปืนหรือไม่ สำหรับนาย Dave Spaulding แล้วเขาคิดว่า “ไม่”

นาย Dave Spaulding คิดว่าทุกคนก็ยิงแบบ Point-shooting อยู่แล้ว ลองมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อยกปืนขึ้นยิงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเริ่มจากท่าเตรียมพร้อมหรือจากซองปืน ร่างกายส่วนบนจะต้องมีการเคลื่อนที่หลายอย่างเพื่อที่จะนำปืนขึ้นสู้แนวสายตากับเป้าทุกครั้ง

เนื่องจากการยิงเกิดจากร่างกายระดับเอวขึ้นไป ไม่ว่าเราจะยิงจากท่าต่างๆทั้งนอนคว่ำ นั่งคุกเข่า หรือยืน การเคลื่อนไหวแบบเดิมจะเกิดขึ้นเพื่อนำปืนเข้ามาสู่แนวเดิมตลอด ถ้าปืนเคลื่อนที่ในแบบเดิมๆเหมือนกันทุกครั้ง ปืนก็จะมาอยู่ในที่ๆคุณต้องการเสมอ นี่แหละคือ Point-shooting ในความคิดของนาย Dave Spaulding

ในแง่ความรู้สึกของการยิงปืนนั้นเราจะเน้นที่ทำการยิงอย่างถูกต้องมากกว่าการเล็ง ในความเป็นจริงตานั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้การยิงนั้นมีความแม่นยำ ลำตัว แขนและมือจริงๆแล้วเป็นสิ่งสำคัญในการยิงปืน

บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะเมื่อยิงปืนออกไปแล้วกระสุนกินต่ำเกินไป นัดต่อไปก็จะพยายามแก้ไข แต่จะมีสักกี่คนจะแก้ไขโดยการเพ่งความสนใจไปที่ศูนย์ปืนมากกว่าการเหนี่ยวไกให้ถูกต้อง เขาคิดว่าการยิงที่ผิดพลาดจำนวนมากเกิดจากการเหนี่ยวไกที่ไม่ดีมากกว่าการมองศูนย์ปืนที่ไม่ดี บางคนอาจบอกว่าการเหนี่ยวไกนั้นไม่สำคัญเพราะเป็นการยิงระยะใกล้ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

การเหนี่ยวไกที่ไม่ถูกต้องส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่ได้แยกการเคลื่อนที่ของนิ้วที่ใช้เหนี่ยวไกออกจากนิ้วอื่นๆ ในสถานการณ์เผชิญหน้าความสามารถในการยิงจะไม่ขึ้นสูงสุดแต่จะกลับไปสู่ระดับพื้นฐานที่ได้รับการฝึกมาดังนั้นการฝึกเหนี่ยวไกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

นาย Dave Spaulding คิดว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างการยิงที่เล็งชัดที่ศูนย์ปืนหรือชัดที่เป้า เพราะทั้งสองวิธีก็ต้องการการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน หลายคนที่เคยยิงต่อสู้บอกกับเขาว่าจำไม่ได้ว่าได้มองศูนย์หรือเปล่าขณะที่ยิง แต่พวกเขาจำได้ว่าแนวปืนอยู่ในระดับสายตากับเป้า

บางคนที่ยืนยันว่าใช้ศูนย์ปืนในการยิงซึ่งเป็นปืนลูกโม่ศูนย์หน้ามีสี เขาจะยิงเมื่อเห็นสีของศูนย์หน้าแวบขึ้นมา (Flash of color) ระหว่างแนวเล็ง

เขาเห็นว่าการสอนให้ใครสักคนยิงปืนโดยมองศูนย์ปืนนั้นก็ไม่ได้ยกเว้นที่จะสามารถยิงโดยการมองเป้าเป็นหลัก ถ้าเราสามารถยกปืนขึ้นสู่แนวสายตากับเป้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเหนี่ยวไกได้อย่างถูกต้องการมองศูนย์หรือไม่มองศูนย์คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ลองฝึกยิงแบบนี้ดู ทำทุกอย่างเหมือนการยิงโดยมองศูนย์ปืนแต่ให้มองชัดที่เป้าแทน แล้วคุณจะแปลกใจว่าคุณก็ยิงได้ดีเช่นกัน ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า “ยิ่งใกล้ยิ่งดี”

TAS สอนให้ยิงโดยใช้สัญชาติญาณเป็นหลัก เนื่องจากการยิงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในระยะใกล้ซึ่งไม่มีเวลามาเล็งละเอียด แต่ในบางสถานการณ์ เช่น การยิงหลังที่กำบังหรือเป้าหมายอยู่ไกลเกิน 7 หลาเราแนะนำให้เล็งละเอียดมากขึ้นเพื่อความแม่นยำ

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี "สติ"

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Making A Point ของ Dave Spaulding

วันอังคาร, ตุลาคม 20, 2009







Weak Hand?

ในการยิงปืนทั่วไปเรามักถือปืนด้วยมือข้างถนัด (Strong hand) เป็นหลักและใช้มือข้างไม่ถนัด (Weak hand) มาช่วยประคองปืนเมื่อถือปืนด้วยสองมือ ผู้ที่ฝึกยิงปืนมาอย่างดีจะสามารถถือปืนยิงด้วยมือเดียวได้ทั้งมือข้างถนัดและข้างไม่ถนัด แต่นักยิงปืนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ฝึกการยิงปืนด้วยมือข้างไม่ถนัด ซึ่งทักษะนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในการยิงปืนแข่งขันและอาจช่วยชีวิตคุณได้ในการยิงต่อสู้จริง

Tony Holmes เขาเป็น USPSA Grand Master และเป็นนักกีฬา Three gun competitor ที่โดดเด่น ถ้าสถานการณ์และเวลาเหมาะสมเมื่อต้องยิงด้วยมือข้างไม่ถนัด เขาจะใช้ Classic “bullseye” stance โดยยืนเท้าห่างประมาณเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ หันลำตัวขนานกับเป้า(ยืนประจันหน้ากับเป้าตรงๆ)

นาย Tony ไม่คิดว่าท่ายืนเป็นสิ่งที่สำคัญนัก แต่การเหนี่ยวไก (Trigger control) สำคัญที่สุด เขาจะถือปืนโดยไม่เอียงปืน เล็งผ่านศูนย์ปืน เตรียมที่จะเหนี่ยวไกและทำการเหนี่ยวไกปืน เมื่อต้องการทำการยิงด้วยความแม่นยำ เนื่องจากไกของปืนกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่จะมีช่วงลากไกยาวก่อนที่จะถึงระยะซึ่งกระสุนจะลั่นออกไป ดังนั้นในนักยิงปืนที่เก่งจะสามารถฝึกการเหนี่ยวไกโดยวิธี Prep and Press (รู้ว่าระยะของไกปืนตำแหน่งไหนเมื่อกดเพิ่มอีกเล็กน้อยกระสุนจะลั่นออกไป เมื่อยิงไปแล้วก็แค่ผ่อนไกออกมาเล็กน้อยไม่ปล่อยจนสุดแล้วทำการยิงต่อ วิธีนี้ทำให้ยิงได้ต่อเนื่องและเร็วโดยการทำงานของปืนไม่ติดขัด) ซึ่งจะทำได้อย่างนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆเท่านั้น

นาย Mark Hannish เป็น USPSA Grand Master เช่นกันและเป็นครูสอนยิงปืนที่ Scottdales Gun Club ในรัฐอริโซน่า เขาแนะนำว่า เริ่มจากการส่งปืนไปยังมือข้างไม่ถนัดอย่างราบรื่น โดยยึดกฎแห่งความปลอดภัยไว้เสมอ (นิ้วอยู่นอกโกรงไก ปากกระบอกปืนชี้ไปในทิศทางที่ปลอดภัย) เมื่อต้องการยิงด้วยความแม่นยำเขาจะถือปืนโดยไม่เอียงปืน เล็งผ่านศูนย์ปืน และใส่ใจกับการเหนี่ยวไกให้มาก ไม่ต้องกังวลกับแรงถีบของปืน ถึงแม้มันอาจจะถีบมากหน่อยก็ตาม

แต่ถ้าเป็นการยิงเป้าหมายในระยะใกล้ (Close range) เขาจะเอียงปืนเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับขนานกับพื้นเหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ การถือปืนโดยเอียงเล็กน้อยหรือตั้งตรงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ในระยะใกล้เช่นนี้ให้ “มอง” ผ่านศูนย์ปืน (ไม่ต้องเล็งละเอียด แค่มองผ่านศูนย์หลัง ศูนย์หน้าและเห็นเป้าหมาย เรียกว่า การเล็งเป้าหมายที่พอยอมรับได้ หรือ Acceptable sight picture) แล้วทำการยิงให้เร็ว เหนี่ยวไกอย่างราบรื่น โดยข้อแนะนำในการเหนี่ยวไกคือ ให้กดไกเข้าหาด้ามปืนตรงๆด้วยนิ้วมือ อย่าใช้นิ้วดันด้านข้างของไกปืนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเพื่อทำการเหนี่ยวไก (เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในนักยิงปืนหลายคน)

นาย Bruce Piatt ชนะการแข่งขัน Bianchy Cups หลายครั้งและเป็นนักกีฬายิงปืนมานาน นอกจากนั้นเขายังเป็นตำรวจและครูสอนยิงปืนให้กับตำรวจอีกด้วย ในการยิงปืนแข่งขันนั้นหลักการยิงปืนก็ไม่ได้แตกต่างจากนักยิงปืนชั้นยอดคนอื่นๆ กล่าวคือ ถือปืนตั้งตรงไม่เอียง เล็งผ่านศูนย์ปืนและทำการเหนี่ยวไกโดยกดไกเข้ามาตรงๆอย่างราบรื่น

ในการฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในแผนกของเขา นาย Bruce จะแนะนำให้ใช้ท่ายืนที่เรียกว่า Locked-up stance หรือ Street stance เนื่องจากงานในหน้าที่ซึ่งอาจต้องใช้อาวุธปืน พวกเขาไม่ได้ต้องการยิงปืนเป็นร้อยๆนัด ดังนั้นการควบคุมแรงถีบของปืนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ (ทำให้ยิงต่อเนื่องได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น)

เขาสอนให้ยืนโน้มตัวมาข้างหน้า แก้มแนบชิดแน่นกับหัวไหล่ โดยลำตัวส่วนบนทั้งหมดจะเสมือนเป็นหน่วยเดียวกัน เมื่อทำการยิงลำตัวส่วนบนจะทำหน้าที่รับแรงถีบของปืนและสามารถควบคุมปืนกลับมาสู่ตำแหน่งพร้อมยิงเป้าหมายได้เร็ว ถึงแม้ท่ายิงนี้อาจดูแข็งไปบ้างแต่ในสถานการณ์จริงนั้นเราคงไม่ได้ยิงในระยะ 25 หลาเหมือนการแข่งขัน เราต้องการยิงให้ถูกเป้าหมายให้เร็วที่สุด

TAS สอนการยิงปืนด้วยมือเดียวทั้งจากข้างถนัดและข้างไม่ถนัดด้วยท่า Locked-up หรือ Street stance เป็นหลัก แม้แต่การยิงปืนด้วยสองมือในท่า Chapman เราก็แนะนำให้ใช้หลักการนี้ร่วมด้วย (โน้มตัวมาข้างหน้า แก้มแนบหัวไหล่) และให้ย่อตัวลงเล็กน้อย อีกทั้งการยิงในภาวะแสงต่ำหากใช้หลักการนี้ร่วมในการถือปืนจะทำให้เรารู้ตำแหน่งของปืนได้ตลอดเวลา (แม้จะไม่มีไฟฉายก็ตาม) เพิ่มความแม่นยำในการยิงปืนในภาวะแสงต่ำได้

ในการยิงปืนระบบต่อสู้มักแนะนำให้ใช้ท่ายืน Weaver หรือ Chapman เป็นส่วนใหญ่และย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้เราเป็นเป้าที่เล็กลงและพร้อมที่จะเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา แต่การเรียนรู้ท่ายิงอื่นๆก็เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งเราสามารถเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Weak Hand? ของ Dave Anderson

วันจันทร์, กันยายน 21, 2009

Shooting Hearing Protection




















Shooting Hearing Protection

การยิงปืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอย่างน้อยสองอย่าง คือ แว่นตาสำหรับยิงปืนและเครื่องป้องกันเสียงดังสำหรับหู เพื่อความปลอดภัยและถนอมให้อวัยวะทั้งสองใช้งานต่อไปได้อย่างยาวนาน

นักยิงปืนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังที่สุด ดังนั้นแม้จะเป็นการได้ยินเสียงปืนที่ดังเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้หูได้รับความเสียหายอย่างถาวรได้แล้ว การใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงดังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

Peak Sound Pressure Levels (SPLs)
- .45 Automatic 165 dB
- .357 Revolver 160 dB
- 12 Gauge shotgun 155 dB
- .38 Revolver 150 dB
- .22 Rifle 145 dB

Occupational Safety and Health Administration (OSHA) ถือว่าระดับเสียงซึ่งดังมากกว่า 90 dB เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (เสียงพูดสนทนาตามปกติมีระดับเสียงดังประมาณ 60 dB)

วิธีง่ายที่สุดในการปกป้องหูจากเสียงดังขณะยิงปืน คือ การใช้นิ้วอุดหู แต่คงไม่สามารถใช้นิ้วอุดได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำการยิงปืนไปด้วย อุปกรณ์ใดก็ตามที่สามารถป้องกันคลื่นเสียงไม่ให้มาถึงหูเราได้ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น

ที่ครอบหู (Earmuffs) ซึ่งมีค่า Noise Reduction Rating (NRR) อย่างน้อย 19 ถือว่าเพียงพอสำหรับใช้ปกป้องหูจากการยิงปืนทั่วไปได้

สำหรับผู้ที่ยิงปืนบ่อยๆหรือยิงปืนยาวด้วยกระสุนความเร็วสูง (High velocity rifle) ควรต้องใช้อุปกรณ์ที่สามารถป้องกันเสียงได้ดียิ่งขึ้น ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ การใช้ทั้งที่ครอบหูและที่อุดหู (Earplugs) ร่วมกัน (Muffs and Plugs system) โดยคิดง่ายๆให้บวก 6 ไปกับค่า NRR ของที่ครอบหู ยกตัวอย่างเช่น ที่ครอบหูมีค่า NRR 30 เมื่อใช้ร่วมกับที่อุดหูซึ่งดีที่สุดก็จะได้ค่า NRR ประมาณ 30 + 6 หรือ 36 เป็นต้น

หากคุณเป็นนักยิงปืนในระบบต่อสู้ นักกีฬายิงปืนที่ต้องการฟังคำสั่งจากกรรมการ นายพรานล่าสัตว์ ทหารในสนามรบหรือสนามฝึก การใช้ที่ครอบหูอิเล็กโทรนิก (Tactical electronic earmuffs) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะในกรณีที่เสียงเบา เช่น เสียงคนพูด ที่ครอบหูจะมีอุปกรณ์ขยายเสียงนั้นให้ผู้สวมใส่ได้ยินเสียงดังขึ้น (มีปุ่มปรับความดังของเสียงตามที่ต้องการ) แต่เมื่อมีเสียงดังมากๆเกิดขึ้น เช่น เสียงปืน ระบบอิเล็กโทรนิกจะตัดระบบขยายเสียงทันทีทำให้หูได้รับการปกป้องจากเสียงที่ดังเกินไป ทันทีที่ระดับเสียงลดลงมาสู่เกณฑ์ที่ปลอดภัยระบบขยายเสียงก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง อุปกรณ์ที่ดีเช่นนี้ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงขึ้น

หากอุปกรณ์ราคาแพงเหล่านี้ไม่สามารถหามาใช้ได้ ที่อุดหู (Earplugs) ซึ่งอนุญาตให้เสียงเบาผ่านได้แต่ป้องกันเสียงดังเกินไปก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อุดหูซึ่งป้องกันเสียงได้มากที่สุดในท้องตลาดขณะนี้มีค่า NRR 33 หากต้องการใช้อุปกรณ์ที่มีค่า NRR มากกว่านี้ก็ต้องใช้ร่วมกับที่ครอบหู

ไม่แนะนำให้ใช้ที่อุดหูซึ่งทำจากขี้ผึ้ง เพราะขี้ผึ้งเป็นฉนวนกันเสียงที่แย่มาก (แย่กว่าที่อุดหูซึ่งทำจากโฟมเสียอีก)

ค่า NRR นั้นได้จากการคำนวณในห้องปฏิบัติการ ซึ่งใช้ค่า C rated scale ในการคำนวณ แต่เสียงที่มีผลต่อการได้ยินของมนุษย์นั้นเป็นค่า A rated scale ดังนั้นหากต้องการคำนวณเป็นค่า NRR ซึ่งมีผลต่อการได้ยินของมนุษย์ก็ต้องลบด้วย 7 เช่น ที่ครอบหูมีค่า NRR 29 ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดัง 120 dB เสียงหลังจากใส่ที่ครอบหูจะดังประมาณ 120-(29-7) หรือเท่ากับ 98 dB ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์อันตราย

จำไว้ว่าค่า NRR เป็นเพียงตัวเลขในห้องปฏิบัติการ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงแล้วจะไม่มีทางลดเสียงได้มากเท่านั้น จึงควรใช้สามัญสำนึกช่วยหากใช้เครื่องป้องกันหูแล้วไม่ว่าแบบใดก็ตาม ยังรู้สึกว่าเสียงยังดังมากอยู่ก็ควรหาวิธีป้องกันเสียงให้มากขึ้นไปอีก พึงระลึกไว้ว่าเมื่อความสามารถในการได้ยินเสียงเสียไปแล้วจะไม่สามารถหายเองได้ ดังนั้นการป้องกันจึงดีกว่าการรักษาโดยเฉพาะเรื่องของหู

ทุกครั้งที่ยิงปืนจึงควรใส่แว่นสำหรับยิงปืนและเครื่องป้องกันหูจากเสียงดังให้เป็นนิสัย เพื่อปกป้องอวัยวะที่มีค่าของคุณ

TAS เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้รับการฝึกเป็นอันดับแรก เราจึงมีแว่นและเครื่องป้องกันหูให้กับผู้รับการฝึกทุกคนได้ใช้ขณะฝึกซ้อมยิงปืน

หมายเหตุ Combat Arms Military Earplugs ปัจจุบันใช้ในกองทัพกลุ่ม NATO และกองทัพสหรัฐ โดยด้านสีเหลืองจะอนุญาตให้เสียงเบาผ่านได้แต่ลดเสียงดังลง ขณะที่ด้านสีดำจะมีค่า NRR 22 ตายตัวเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังตลอดเวลา

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Hunting/Shooting Hearing Protection and Enhancement, Protection While Shooting Firearms และ Hearing Protection Option ในเว็บ http://earplugstore.stores.yahoo.net/

วันจันทร์, กันยายน 14, 2009







C.A.R. system

Center Axis Relock (C.A.R.) system เป็นรูปแบบการยิงปืนที่นาย Paul Castle เป็นผู้คิดขึ้นในปี 1995 เขาเป็นตำรวจอังกฤษซึ่งฝึกยิงปืนมาหลายหลักสูตรทั้งในอังกฤษ ยุโรปและอเมริกา เขายังเคยฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวจากครูมวยจีนและฝรั่งเศส นาย Paul Castle ได้ประยุกต์ความรู้ของเขาจนนำไปสู่หนึ่งในรูปแบบการยิงปืนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งทหารและตำรวจ เขาเคยเป็นครูฝึกยิงปืนให้กับหน่วยงานของรัฐหลายแห่งทั้งในอังกฤษ แคนนาดาและอเมริกา เช่น FBI เป็นต้น และเคยชนะการแข่งขันยิงปืนมาหลายรายการ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าครูฝึกที่ Sabre Tactical Training Resource and Research

C.A.R. system เหมาะกับการยิงปืนในระยะใกล้ (Closed quarter battle, CQB) อีกทั้งลดโอกาสที่จะถูกแย่งปืน รูปแบบการยิงนี้ประกอบด้วย 4 ท่าหลักๆ โดยเริ่มจากการยืนซึ่งหันด้านข้างเข้าหาเป้าหมาย (ถ้าถนัดมือขวาให้เอียงตัวหันด้านซ้ายเข้าหาเป้าหมาย) เรียกว่า Bladed stance เพื่อให้ตัวเราเป็นเป้าที่เล็กลง อาจย่อตัวงอเข่าเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนที่ต่อไปได้

- High position เป็นการถือปืนระดับอก โดยกางข้อศอกออกมือทั้งสองข้างกำด้ามปืนอยู่ระดับอก หันปากกระบอกปืนชี้เข้าหาเป้าหมาย หากจำเป็นต้องยิงก็สามารถทำการยิงได้เลยในท่านี้ และถ้ามีหลายเป้าหมายก็แค่หมุนสะโพกวาดปืนไปในทิศทางที่ต้องการยิง นอกจากนั้นหากภัยคุกคามเข้ามาพยายามจะแย่งปืนก็สามารถใช้ข้อศอกหรือหัวไหล่กระแทกป้องกัน หรือกระแทกปืนออกไปตรงๆเพื่อหยุดภัยคุกคามเบื่องหน้าได้

- Combat high position เป็นท่าเตรียมพร้อมและใช้ตรวจการณ์ โดยยกปืนขึ้นมาใกล้ใบหน้าแต่ปากกระบอกปืนลดต่ำชี้ลงล่าง งอข้อศอกทั้งสองข้างโดยข้างหนึ่งจะอยู่ใต้ปืนซึ่งจะทำให้รับแรงสะบัดของปืนขณะยิงได้ดีขึ้นจึงยิงต่อเนื่องได้เร็ว

- Extended position เป็นท่ายิงระดับสายตา โดยกระดกปากกระบอกปืนขึ้นมา เล็งผ่านศูนย์ปืนด้วยตาซ้าย (ตาข้างตรงข้ามกับมือหลักที่ถือปืน) โดยเน้นที่ศูนย์หลังไม่ใช่ศูนย์หน้า ปืนอาจเอียงได้เล็กน้อยเพื่อให้สามารถถือปืนได้กระชับมากขึ้นและเป็นธรรมชาติ ข้อศอกยังงออยู่ และปืนอยู่ใกล้ใบหน้า เนื่องจากระยะทางที่ปากกระบอกปืนต้องเดินทางจากท่า Combat high มายังท่า Extended สั้นมากดังนั้นจึงสามารถเริ่มทำการยิงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นหากเป้าหมายใหม่ปรากฏขึ้นมาในทิศ 180 องศาจากเดิม ก็ไม่ต้องเปลี่ยนท่ายืนเพียงแค่เปลี่ยนมือหลักที่จับปืนก็สามารถทำการยิงเป้าหมายได้แล้ว

- Apogee แปลตามตัวว่า จุดสูงสุด เป็นท่าที่ยืดแขนทั้งสองข้างออกไปเล็กน้อย มีความแม่นยำมากขึ้น มีประโยชน์มากเมื่อต้องยิงเป้าหมายในระยะที่ไกลออกไป และอาจเล็งปืนด้วยตาข้างถนัดได้ มีลักษณะคล้ายท่า Weaver

รูปแบบการยิงนี้อาศัยการกำด้ามปืนที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้คุมปืนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นบางท่าปืนจึงเอียงเล็กน้อย การเล็งปืนด้วยตาข้างไม่ถนัดเพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขึ้นอาจต้องฝึกบ้างแต่ก็ไม่ยากเย็นนัก นอกจากนั้นสามารถยิงด้วยสัญชาติญาณโดยไม่มองผ่านศูนย์ปืนเลยก็ได้ขึ้นกับสถานการณ์ สามารถทำการยิงได้ทั้งมือขวาและซ้ายโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่ายืน การที่ถือปืนอยู่ใกล้ตาและแนวกลางตัวทำให้สามารถใช้กล้ามเนื้อแขนช่วยในการควบคุมปืนได้ดีขึ้นแต่ก็บดบังมุมมองไปบางส่วน จึงควรลดปืนลงเล็กน้อยเมื่อต้องการตรวจการณ์

นาย Paul Castle กล่าวว่า จากสถิติในอเมริกาอัตราการยิงถูกเป้าหมายในสถานการณ์จริงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นอยู่ระหว่าง 18 ถึง 22 เปอร์เซ็นต์ซึ่งต่ำมาก โดย 54 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นภายในระยะห่าง 5 หลา และ 93 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะห่าง 10 หลา เมื่อใช้รูปแบบการยิงนี้จะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก

เขาเน้นว่าในสถานการณ์จริง เราต้องเคลื่อนที่ออกห่างจากแนวปืนของฝ่ายศัตรูให้เร็วที่สุดและก็ทำการยิงตอบโต้ในขณะเคลื่อนที่ด้วย อีกทั้งควรทำการยิงหลายนัดในแต่ละเป้าหมาย และรีบหลบเข้าหาที่กำบังที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด การยิงของระบบนี้จะเป็นการยิงป้องกันตัวเชิงรุก (Aggressive defense)

C.A.R. system นี้จะมีประโยชน์มากหากนำมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น ในบริเวณพื้นที่คับแคบ ทางเดินคับแคบ บันได รถยนต์ส่วนตัว รถยนตร์โดยสาร บนเครื่องบิน เป็นต้น

การยิงหลายนัดหลายเป้าหมายนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำมากกว่าความเร็ว กระสุนที่พลาดเป้าอาจไปถูกบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง การฝึกฝนบ่อยๆจะทำให้เรารู้ความสมดุลระหว่างความแม่นยำกับความเร็ว (Precision and speed) ของตัวเราเอง

TAS นำบางส่วนของรูปแบบนี้มาประกอบกับท่ายิงอื่นๆ ซึ่งผู้รับการฝึกสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองและสถานการณ์ได้

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Center Axis Relock, A Closer Look ของ Chris Adams, บทความเรื่อง Isosceles/Weaver V C.A.R. system ของ Paul Castle, etc.

วันอังคาร, กันยายน 8, 2009

Shotgun Malfunctions







Shotgun Malfunctions

เป็นที่ยอมรับกันว่าอำนาจหยุดยั้งของปืนลูกซองนั้นเหนือชั้นกว่าปืนสั้นมาก มีโอกาสยิงถูกเป้าหมายได้ง่ายกว่าเนื่องจากมีเม็ดลูกปรายกระจายออกไปเป็นบริเวณกว้าง แต่อานุภาพของปืนลูกซองก็ยังต้องพึ่งความสามารถและทักษะของผู้ยิงด้วยเช่นกัน รวมทั้งการเลือกกระสุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ระยะยิงที่เหมาะสม (กระสุนลูกซองที่ต่างกันมีระยะยิงหวังผลต่างกัน) ปืนลูกซองยังมีคุณสมบัติคล้ายปืนยาวไรเฟิ่ล (Rifle) เมื่อยิงด้วยกระสุนลูกโดด (ปืนลูกซองที่ใช้ในทาง Tactical ที่ลำกล้องยาวตั้งแต่ 20 นิ้วขึ้นไปจึงมักติดศูนย์ไรเฟิ่ลมาด้วย)

เนื่องจากปืนลูกซองมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าปืนสั้นมากทำให้ความคล่องตัวน้อยกว่า พกซ้อนลำบาก จึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถยิงปืนลูกซองได้ดี อีกทั้งปืนลูกซองส่วนใหญ่สามารถบรรจุกระสุนได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติทั่วไป นอกจากนั้นแรงถีบของการยิงปืนลูกซองนั้นหนักหน่วงกว่าปืนสั้นมาก ผู้ยิงจึงควรฝึกฝนการจับปืนและท่ายิงที่ถูกต้อง แต่กระนั้นปืนลูกซองก็ยังถือว่าเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะแก่การใช้งานเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะที่บ้าน

ปืนลูกซองระบบ Pump action (เวลายิงเสร็จต้องสาวกระโจมมือถอยหลังและเดินหน้าเพื่อคัดปลอกกระสุนออกและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิงเองทุกนัด) มีการทำงานที่ไม่ซับซ้อนคล้ายกับปืนลูกโม่ ดังนั้นเหตุติดขัดจึงไม่มาก อีกทั้งสามารถใช้กระสุนที่มีแรงขับต่ำได้ ผิดกับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ (เวลายิงเสร็จจะใช้แรงดันของแก็สในการบริหารกลไกเพื่อคัดปลอกกระสุนออกและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิง จึงไม่ต้องสาวกระโจมมือ) มีการทำงานซับซ้อนหากใช้กระสุนแรงต่ำหรือถือปืนผิดท่ามีโอกาสทำให้การทำงานของปืนติดขัดได้

นาย Clint Smith ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเหตุติดขัดของปืนลูกซองไว้อย่างน่าสนใจ ในปืนลูกซองระบบ Pump action ผู้ยิงต้องสาวกระโจมมือโดยดึงเข้าและดันออกจนสุดเพื่อบริหารกลไกของปืนให้ครบรอบการทำงาน (คัดปลอกกระสุนและบรรจุกระสุนใหม่เข้ารังเพลิง) ปัญหาหนึ่งที่พบคือ การบริหารกลไกไม่ครบรอบการทำงานจากการสาวกระโจมมือไม่สุด ในการยิงหลายเป้าหมายการบริหารกลไกปืนจึงขึ้นกับผู้ยิงเป็นสำคัญ ดังนั้นปืนจึงสามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์และรองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงได้

สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติแม้จะสามารถทำการยิงหลายเป้าหมายได้เร็วกว่าและนุ่มนวลกว่า แต่นาย Clint Smith ก็ไม่แน่ใจว่าเพียงแค่เหตุผลเท่านี้เพียงพอสำหรับคุณสมบัติของปืนลูกซองที่จะใช้เพื่อการยิงต่อสู้ เพราะเขาพบว่าปืนบางครั้งมีเหตุติดขัดได้จากการยิงในบางท่าโดยเฉพาะท่านอน ดังนั้นหากใครที่จะเลือกใช้ปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติเพื่อใช้งาน ควรทดลองยิงในหลายท่าโดยเฉพาะท่าที่คิดว่าอาจทำให้ปืนมีปัญหา และควรเลือกกระสุนให้เหมาะสมด้วย

การเหนี่ยวไกปืนแล้วกระสุนไม่ลั่นออกไป (อาจเกิดจากยังไม่มีกระสุนในรังเพลิงหรือกระสุนด้าน) สำหรับปืนลูกซอง Pump action ก็แค่สาวกระโจมมือหนึ่งรอบการทำงาน (ดึงเข้าหาตัวจนสุดและดันออกจนสุด) และทำการยิงใหม่ แต่ถ้ายังไม่ลั่นอีกอาจเป็นเพราะยังไม่ได้ใส่กระสุนเลย ก็ให้สาวกระโจมมือเข้ามาเพื่อเปิดลูกเลื่อนค้างไว้ ใช้มือข้างไม่ถนัดหยิบกระสุนใส่ในรังเพลิงแล้วปิดลูกเลื่อนโดยสาวกระโจมมือดันออกจนสุด ทำการบรรจุกระสุนใส่ในหลอดกระสุนสำรองของปืนลูกซองมากเท่าที่ต้องการและทำการยิงต่อได้

สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติก็เช่นกันให้ทำการดึงคันรั้งลูกเลื่อนมาด้านหลังจนสุดแล้วปล่อย ส่วนมากแล้วหากปืนไม่มีกระสุนลูกเลื่อนจะค้างอยู่ไม่ปิดกลับ เราก็ต้องใส่กระสุนในรังเพลิงและหลอดกระสุนสำรองมากเท่าที่เราต้องการ แล้วทำการปิดลูกเลื่อนและทำการยิงได้

หากยิงไปแล้วปืนไม่สามารถคัดปลอกกระสุนออกได้สมบูรณ์ ทำให้ปลอกกระสุนยังติดอยู่ที่ช่องคายปลอก ลักษณะนี้เรียกว่า Stovepipe ที่ใช้ชื่อนี้เพราะมีลักษณะคล้ายปล่องควัน ส่วนใหญ่เกิดจากการสาวกระโจมมือได้ไม่สุดหรือกระสุนอ่อนอานุภาพแรงขับไม่พอ (ในกรณีของปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ) แก้ไขโดยเอื้อมมือข้างไม่ถนัดลอดใต้โครงปืนมาปัดปลอกออกทิศทางมาด้านท้ายปืน สำหรับปืนลูกซอง Pump action ก็ต้องสาวกระโจมมือไปข้างหน้าจนสุดแล้วค่อยยิง ส่วนปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่ลูกเลื่อนจะเดินหน้าปิดเอง

ในกรณีที่มีกระสุนสองนัดอยู่ในรังเพลิง เรียกว่า Double feed มีสองลักษณะๆแรกกระสุนซ้อนกันคล้ายตัวอักษร วี (V) โดยลูกเลื่อนจะเปิดค้างไว้ ในกรณีของปืนลูกซอง Pump action ให้สาวกระโจมมือถอยหลังมาให้สุดเพื่อลดความกดดันที่กระทำต่อกระสุน แล้วคว่ำปืนเอาช่องคัดปลอกกระสุนลงมาที่ทิศ 6 นาฬิกา ใช้นิ้วหยิบกระสุนในรังเพลิงออกทั้งสองนัด แล้วใส่กลับเข้าไปในรังเพลิงหนึ่งนัด สาวกระโจมมือไปข้างหน้าจนสุดส่วนกระสุนอีกนัดให้ใส่กลับเข้าไปที่หลอดกระสุนสำรอง แต่ถ้ากระสุนนั้นได้ยิงไปแล้วก็ให้ทิ้งปลอกไปได้

แต่สำหรับปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติเนื่องจาก Recoil spring จะทำให้ลูกเลื่อนพยายามเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคงต้องฝึกเล็กน้อยในการเปิดหน้าลูกเลื่อนด้วยก้านรั้งลูกเลื่อนแล้วเทกระสุนออกมา พร้อมกับใส่กระสุนที่ยังไม่ได้ยิงกลับเข้าไปหนึ่งนัด แล้วปล่อยให้ลูกเลื่อนเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมที่จะยิง

ลักษณะที่สองคือ กระสุนที่ใส่ไว้ในหลอดกระสุนสำรองไม่ถูกต้อง โดยกระสุนนัดสุดท้ายที่ใส่ในหลอดกระสุนไม่ได้ถูกดันเข้าไปลึกพอที่ขอยึดกระสุนในหลอดกระสุนจะยึดไว้ได้ ดังนั้นกระสุนจึงถูกสปริงในหลอดกระสุนดันให้ไหลออกมาเตรียมที่จะเข้ารังเพลิง (ขณะที่ในรังเพลิงมีกระสุนอยู่ก่อนแล้ว) เมื่อหงายปืนมองดูจะพบว่ามีกระสุนค้างอยู่หน้าหลอดกระสุนสำรอง แก้ไขโดยพยายามสาวกระโจมมือเพื่อเอากระสุนออกจากรังเพลิงให้หมดทั้งสองนัดแล้วใส่กระสุนกลับให้ถูกต้อง

การแก้ไขเหตุติดขัดของปืนควรต้องหมั่นฝึกซ้อมด้วยกระสุนปลอม (Dummies) เพื่อความปลอดภัยและให้เกิดทักษะความชำนาญ โดยรวมแล้วปืนลูกซองระบบ Pump action เหมาะที่จะนำมาใช้ในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากความน่าเชื่อถือของระบบการทำงานทำให้มีโอกาสเกิดเหตุติดขัดยากกว่าปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติ

ไม่ว่าจะเป็นปืนสั้นหรือปืนลูกซองก็ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้อาวุธและทักษะความชำนาญ เรียนรู้เหตุติดขัดและวิธีแก้ไข รู้ข้อดี ข้อด้อย และข้อจำกัดของอาวุธที่เราใช้ เพื่อที่จะนำอาวุธปืนมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TAS สอนเหตุติดขัดของปืนสั้นรวมทั้งวิธีแก้ไขใน TAS 2 โดยผู้รับการฝึกควรหมั่นฝึกซ้อมเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดทักษะ ส่วนปืนลูกซองนั้นจะเปิดสอนในหลักสูตรต่อๆไป

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Shotgun Malfunctions ของ Clint Smith

วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2009

Heroic Consequences





Heroic Consequences

นาย David Kenik หัวหน้าแผนกด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นประชาชนคนหนึ่งที่พกอาวุธปืน นอกจากนั้นยังเป็นนักกีฬายิงปืน อีกทั้งเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง A Comprehensive Guide to Using Firearms for Self-Defense เขาได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนอกจากตนเองและสมาชิกในครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ

ยามใดที่พกอาวุธปืนความรู้สึกจะเหมือนมีพลังขึ้นมามากมาย รู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าคงกระพัน ยิ่งถ้าพกปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงก็จะยิ่งมีความรู้สึกท้วมท้นมากขึ้น

มีคำกล่าวของทางตะวันตกที่ว่า “พระเจ้าสร้างมนุษย์ แต่ Sam Colt (คนที่ประดิษฐ์ปืนยี่ห้อ Colt) ทำให้มนุษย์เท่าเทียมกัน” หมายถึงว่า ไม่ว่าใครเป็นคนถือปืน เช่น เด็ก ผู้หญิง คนชรา ถ้ายิงถูกใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายตัวใหญ่แค่ไหน ก็ตายได้เหมือนกัน คือ มีสิทธิเสียชีวิตเท่ากันหมด ดังนั้นผู้หญิงตัวเล็กๆก็อาจล้มผู้ชายตัวโตๆได้ด้วยอาวุธปืน

อาวุธปืนสามารถใช้เพื่อการป้องกันตัวได้แต่ก็ต้องพกปืนและฝึกการยิงปืนมาก่อนรวมทั้งต้องมีความระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา แม้กระนั้นการใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัวก็มักจะเกิดขึ้นหลังจากถูกโจมตีจากภัยคุกคามแล้ว

ความรู้สึกดีๆเมื่อยามที่คุณพกอาวุธอาจนำไปสู่อันตรายได้ ความรู้สึกปลอดภัยนั้นเป็นอย่างแรกที่อาจผิดพลาดได้ คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “จงอย่าทำอะไรด้วยปืน ในเมื่อสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปืน” เขามักได้ยินหลายคนพูดว่า พวกเขาต้องพกปืนไว้ตลอดเผื่อว่าจำเป็นต้องใช้มัน ในเมื่อคุณคิดว่าสถานที่นั้นอาจจะต้องใช้ปืนก็อย่าไปเสียสิ (หลีกเลี่ยงสถานที่อโคจร) กฎข้อแรกของการชนะในการต่อสู้ด้วยอาวุธปืน คือ อย่าอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ปืน

นาย David Kenik ยังจำได้ถึงช่วงเวลาแรกที่เขาพกปืนเมื่อหลายปีก่อน หากมีอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นซึ่งหน้า เช่น การปล้น การข่มขืน เขาจะสามารถหยุดอาชญากรรมนั้นได้อย่างแน่นอนเพราะเขามีปืน แต่สำหรับตอนนี้เมื่อเขานึกย้อนกลับไปพบว่า เขาไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ตามมาหากเขาใช้อาวุธปืนแม้แต่น้อย เขาคิดเพียงว่าคงเหมือนในภาพยนตร์ที่พระเอกไม่เคยตาย

เมื่อเขาสอนยิงปืนให้กับนักเรียนยิงปืน พบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงผลที่ตามมาหากใช้อาวุธปืน ในความเป็นจริงหากคุณใช้อาวุธปืนก็อาจพลาดยิงถูกตัวเองซึ่งอาจบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิตก็ได้ อีกทั้งอาจต้องติดคุกแม้ว่าคุณคิดว่าคุณทำถูกต้องแล้ว การแพ้หรือชนะมันขึ้นกับการให้การในชั้นศาล ซึ่งศาลอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคุณก็ได้

เขาขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 หน้าบันไดศาลในรัฐ เท็กซัส ของอเมริกา นาย David Arroyo สวมเสื้อเกราะควงปืนไรเฟิ่ลบุกเข้ามาในศาล นาย Mark Wilson ผลเมืองดีที่มีใบพกอาวุธอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขายิงปืนขนาด .45 ไปที่คนร้ายแต่เพราะเกราะที่ใส่อยู่จึงไม่สามารถหยุดคนร้ายไว้ได้ เขาถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคนร้ายยิงโต้ตอบกลับมา

อีกเหตุการณ์หนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2005 ในเมือง Tacoma รัฐ วอชิงตัน นาย Dominick Maldonado เปิดฉากยิงคนในร้านขายจักรยานยนต์ด้วยปืนไรเฟิ่ล นาย Brendan McKown พลเมืองดีที่พกอาวุธปืน ได้ใช้ปืนพกของตนและสั่งให้คนร้ายวางอาวุธลง แต่นาย Dominick Maldonado กลับยิงใส่เขาสี่นัด ถึงแม้จะรอดชีวิตแต่ก็มีบาดแผลสาหัสจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาเดินได้หรือไม่

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าทั้งสองคนนั้นเป็นวีรบุรุษตามความรู้สึกของพวกเรา ถึงแม้อาจวิพากวิจารณ์แทคติกที่ทั้งสองคนใช้ในการเผชิญเหตุณ์ แต่พวกเขาทั้งสองก็เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก และทั้งคู่ก็ต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพงกับความกล้าของพวกเขา

ในขณะที่เราเต็มใจเสี่ยงจะช่วยเหลือคนที่ตนเองรัก แต่กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักละ เป็นคำถามที่ยากจะให้คำตอบได้ถึงแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้อาวุธได้ก็ตาม

มีหลักง่ายๆที่พอจะใช้ได้คือ ในกรณีที่ตนเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายให้ใช้อาวุธปืนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เมื่อมีสามปัจจัยเกิดขึ้น อย่างแรก ความสามรถของคนร้าย เช่น คนร้ายแข็งแรงกว่าเรา หรือมีอาวุธ สอง โอกาสของคนร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย เช่น คนร้ายอยู่ใกล้เพียงพอที่จะทำร้ายเรา ประการสุดท้าย ความตั้งใจของคนร้าย เช่น คนร้ายแสดงความตั้งใจที่จะทำร้ายเราถึงแก่ชีวิตหรือพิการ

แต่การยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและรู้ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนร้าย เพราะการที่เห็นคนถือปืนวิ่งออกมาจากร้าน แล้วมีคนตะโกนตามหลังมาว่า “หยุดคนร้ายที” ในความเป็นจริงคนที่ถือปืนอาจเป็นพลเมืองดีที่ใช้อาวุธปืนเพื่อปกป้องตนเองจากคนร้ายที่ตะโกนตามหลังมาก็ได้ การตะโกนเช่นนั้นอาจเพื่อเบนความสนใจคนอื่นเพื่อที่ตนจะได้มีเวลาหนี

ในชั้นประชาชนไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าเมื่อประสบเหตุอาชญากรรมแล้วเราต้องเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะทำเช่นนั้นก็มีหลักง่ายๆดังนี้ คุณต้องรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมด รู้ว่าใครเป็นคนร้าย ไม่ใช่เดาเอาว่าใครน่าจะเป็นคนร้าย ไม่ใช้อารมณ์ และสถานการณ์นั้นเหมาะสมที่จะใช้อาวุธปืน (ตามหลักเกณฑ์สามข้อที่กล่าวไปข้างต้น)

ความสมดุลระหว่างการมีและใช้อาวุธปืนนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยากที่จะทำให้ทุกคนมีความเห็นตรงกันได้ ดังนั้นการใช้อาวุธปืนจึงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาอีกมากจากการใช้อาวุธปืน และต้องตระหนักว่าเราเองก็อาจเสียชีวิตได้จากการใช้อาวุธปืนเช่นกัน

การต่อสู้ด้วยอาวุธปืนนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่มีประสบการณ์ในการใช้อาวุธปืนต่อสู้ในสถานการณ์จริงต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ชัยชนะในการต่อสู้นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้ เช่น ทักษะความชำนาญของผู้ใช้อาวุธปืนเอง อาวุธที่มี และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายประการ เช่น สภาพแวดล้อม ความชำนาญในการใช้อาวุธปืนของคนร้าย อาวุธของคนร้าย สภาพจิตใจของคนร้าย และที่สำคัญ คือ โชค (Luck) ดังนั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนหากเลี่ยงได้ควรเลี่ยงเพราะเราอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป

TAS สอนการใช้อาวุธปืนด้วยสติ โดยมีเหตุผลอันสมควรเพื่อปกป้องชีวิตตนเองและสมาชิกในครอบครัวจากภัยคุกคามซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาได้ด้วยวิธีอื่นใด ในสถานการณ์เช่นนั้นเราควรใช้ทักษะที่ได้รับการฝึกสอนมาปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Heroic Consequences ของ David Kenik

Mens Sunglasses